
เด็กน้อยที่วิกหัวหิน
ฉายที่ห้องเรวัติ พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U 2 ของ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ (ตึกสีขาวสูงริมน้ำ) - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โปรแกรมภาพยนตร์ ตอน 1 (อาจเปลี่ยนแปลงตามจำเป็น)
วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด (The Day the Moon Encounter the Earth’s Orbit) (2010) / วีระพงษ์ วิมุกตะลพ / 9 นาที
VCD คำถาม กำกับและนำแสดงโดย ฌัฏฐ์ธร กังวาลไกล / 15 นาที
'Wherever You Will Go' (2009) / คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง / 5 นาที
'ฯยามวิกาลฯ' / Nocturnal Happening (2004) / 'อลงกต' / 13 นาที (สยองขวัญแนวทดลอง)
ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น (pulsatile mass) / 2009 / นฆ ปักษนาวิน / 40 นาที
พักแลกเปลี่ยนความเห็น 1
โปรแกรมภาพยนตร์ ตอน 2 (อาจเปลี่ยนแปลงตามจำเป็น)
พายุผีเสื้อ /The Butterfly Effect (2008) วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา / 17 นาที
เพ็ญ /La Lunar (2009) วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา / 8 นาที
Weekend News / 5 นาที / ไกรวุฒิ จุลพงศธร
Tunyares / 12 นาที / ไกรวุฒิ จุลพงศธร
Sorry... / 5 นาที / ไกรวุฒิ จุลพงศธร
'ชุติมา' (2007) / รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค / 16 นาที (สร้างจากบทกวีรางวัลซีไรต์ของ มนตรี ศรียงค์)
Ma vie incomplet et inacheveee' (2007) / รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค / 4 นาที (animation)
รอยยิ้มในคืนที่ 5 (Smiles of the 5th Night) (จากชุดหนังสึนามิ) / 2005 / สนธยา ทรัพย์เย็น / 16 นาที (unreleased version)
พักแลกเปลี่ยนความเห็น 2
โปรแกรมภาพยนตร์ ตอน 3 (อาจเปลี่ยนแปลงตามจำเป็น)
I’m Nobody, Who are You? (1987) / สมเกียรติ์ วิทุรานิช / 15 นาที
'ขุนนางป่า' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
'บ้านของพรุ่งนี้' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
'ไม้เหลือง' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
'คนฉายหนัง' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
'ดำกับแดง' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
MV ลูกตะกั่ว 3 ลูกในหัวลูกหมู / ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ / 6 นาที
พิภพบรรฑูรย์ / 25 นาที / อุทิศ เหมะมูล
MV สว่างไป สว่างมา (improvised version) ของวง Vinegar Syndrome / สนธยา ทรัพย์เย็น / 8 นาที

Movie Magic1. Bare Essence of Life (Urutora mirakuru rabu sutôrî) 2009 หนังของ Satoko Yokohama “สวรรค์เปิด เคียงใจ”
2. A Gentle Breeze in the Village (Tennen kokekkô) 2007 หนังของ Nobuhiro Yamashita “จังหวะชีวิตแสนงาม”
3. ลุงบุญมีระลึกชาติ หนังเจ้ย ไม่มีคำว่าผิดหวัง “ลึกลับ และเรืองรอง”
ฉันทำได้มากกว่าแจ๋วนะยะ - ทำหนังคุยกับคนบ้าสไตล์ Allie LightA Space that Speaks: Photography by Øyvind Hjelman
2 วันก่อนเข้าร้านเอเชียบุ๊คส์ เปิดนิตยสารถ่ายภาพรายเดือนของฝรั่งเล่มหนึ่ง ในเล่มนั้นมีช่างภาพที่นิตยสารแนะนำหลายคน แต่มีภาพขาวดำของสองคนในนั้นที่ติดตาติดใจจนทำให้อยากซื้อนิตยสารหัวนี้ ทั้งที่ไม่เคยคิดจะซื้อนิตยสารทำนองนี้มาก่อน เลยจำชื่อมาได้คนหนึ่ง (อีกคนเป็นผู้หญิง) นามสกุลแปลกเพราะเป็นช่างภาพชาวนอร์เวย์ชื่อ Oyvind Hjelmen

ที่ชอบทันทีก็เดาได้ไม่ยาก เพราะมันเป็นภาพเกี่ยวกับสถานที่ a space that speaks เหมือนหนัง Michelangelo Antonioni, Fred Kelemen, Chris Marker,Wim Wenders และ Werner Herzog พอมาค้นอ่านในเว็บไซต์ถึงได้รู้ว่า เขาเคยมีแสดงภาพหัวข้อ A House that was Home ซี่งเขาบันทึกภาพบ้านที่เจ้าของบ้านตาย หรือคนอยู่อาศัยขายบ้านแล้วกำลังจะย้ายออก รู้สึกว่าเรื่องเวลาและความทรงจำเป็นเรื่องที่เขาสนใจ ดูจากภาพและชื่อหัวข้องาน (Time and Memory หรือ Memento) ได้ที่เว็บไซต์
รู้จักเขาที่ http://www.lensculture.com/hjelmen.html
และดูภาพที่เว็บไซต์ของ Hjelman เอง http://www.oyvindhjelmen.com/

อ่านจบถึงได้รู้ How I Became a Nun ไม่มีตอนไหนเกี่ยวกับแม่ชีเลยสักนิด
เหลือแต่เจ้าหนูกับแม่ฟังวิทยุอ้อยอิ่ง จินตนาการฟุ้งกระจายใต้ไอแดดและผงฝุ่น จนกระทั่งบทลงเอยที่พิลึกพิกล ดูท่าเหมือน โรแบร์โต้ โบลาณโญ่ (Roberto Bolaño) หมอนี่ชอบเขียนเรื่องเหมือนค้างคาอารมณ์ เหมือนเขียนไปคิดพล้อตไปหรือเปล่า แต่การบรรยายประหลาดดี จริงหรือเล่น อารมณ์ขันผนวกกับร้ายลึก เทียบกับอีกเรื่อง An Episode in the Life of a Landscape Painter อันนั้นเขียนเรียบเหมือนคล้าย ๆ บันทึก แต่พอบรรยายตอนจิตรกรขี่ม้าแล้วโดนฟ้าผ่าบรรยายได้ถึงภาพ แล้วตอนจบที่ประจันหน้ากับพวกโจรสลัดแล้วเข้าไปเขียนภาพ กลับหยุดเหตุการณ์ค้างไว้อย่างนั้น เป็นวินาทีที่ไฟกำลังปะทุถึงจุดสุดยอดพอดี
My Sassy BookVirus ตอน 17: The Beggar Maid (แต่งโดย Alice Munro)
Alice Munro เธอแต่งเรื่องผู้หญิงได้ลึกทุกเพศวัย เด็ก เด็กสาว สาวรุ่น สาวใหญ่ หญิงสูงอายุ ว่า Joyce Carol Oates ละเมียดลึกซึ้งแล้ว แต่ อลิซ มุนโร ละเมียดในแบบสมจริง ไม่ตกแต่งสีสัน เหมือนดูหนังฝรั่งเศสของ Claude Sautet หรือ Maurice Pialat ที่เชือดเฉือนหัวใจได้ถึงเนื้อ ต้องกลืนน้ำลายเอื้อก ๆ ด้วยความคุ้น ๆ
เรื่อง The Beggar Maid นี่ดูจะพิเศษกว่าเรื่องอื่น ๆ (เพิ่งมารู้ตอนหลังที่อ่านจบนี่แหละว่ามันมีส่วนขยายที่มาของ Rose ตัวละครเอกด้วยในเล่มที่ชื่อ The Beggar Maid: Stories of Flo and Rose แต่เฉพาะใน Beggar นี่จะเป็นชีวิตช่วงที่สาว Rose เข้ามาทำงานในเมืองแล้วเจอหนุ่มฐานะดีชื่อ Patrick ฐานะของทั้งคู่ต่างกันมาก แต่เมื่อแรกพบในห้องสมุด ดูเหมือนว่า แพทริค จะมองเห็น โรส เป็นสาวในอุดมคติที่ไม่ใช่คนจริง ๆ เป็นเหมือนสาวในภาพ The Beggar Maid ตามตำนานโบราณ แล้วก็คอยเฝ้าเอาอกเอาใจเธอ จนทั้ง Rose และตัวใคร ๆ มองว่าเป็นชายหนุ่มใจอ่อนโยนน่าสงสาร จนมองไม่เห็นว่า แพททริคก็มีดาร์คไซด์และถูกกดดันจากอิทธิพลของครอบครัวตัวเอง ซึ่ง โรส เข้ากันไม่ได้เลย
ขนาด โรส เธอรู้ตัวว่าไม่ควรจะเออออห่อหมกเล่นด้วย เพราะเธอนิสัยแตกต่างกันมาก และไม่ใช่คนแบบที่ แพรทริค จะชอบจริง ๆ แต่เธอก็ปล่อยใจไปเป็นอุดมคติของภาพสาวที่ว่านั่นเข้าจนได้ อาจเป็นได้ด้วยความอ่อนแอ ความชอบการถูกดูแลทะนุถนอม ลึก ๆ ก็พอใจในการเป็น image ของ beggar maid หรือการต้องการยกระดับฐานะ การแคร์สายตาของเพื่อนฝูงคนรู้จัก ทำให้ดันทุรังอยู่ด้วยกันจนชีวิตคู่ของคนทั้งสองต้องมีปัญหากันไม่จบ
อ่านเล่มนี้แล้วทำให้อดคิดไม่ได้ว่าห่างจากการแตะนิยายจีนมานานกว่า 20 ปี แทบลืมไปแล้วกับอารมณ์อ่านได้อ่านดี 10 เล่มจบภายในสองสามคืน มาคราวนี้ชื่อตัวละครจีนที่เคยจำได้ง่ายกลายเป็นยากเข็ญ อ่านไปพลางต้องเปิดเช็คดูชื่อพลาง พลางทอดถอนใจ โอ้ ชะตานี่หนอ ไหงเรามานั่งอ่านสามก๊ก นี่ตอนดูหนังสามก๊กฉบับอาหลิว ดูจนจบยังจำชื่อไม่ค่อยได้ แต่คราวนี้แตกฉานแน่แท้เรา
สุ่มซื้อ Sloth กับ Speak of the Devil โดย Gilbert Hernandez มาพร้อมกันเมื่อตอนปีที่แล้วตอนที่มันยังไม่ลดราคา เล่มหลังเลือกซื้อผิดอย่างมหันต์ แต่เล่มแรกนี่ฟลุ้คแท้ได้ทอง เป็นการ์ตูนที่ประหลาดดีมากไม่เคยเห็นการ์ตูนแบบนี้มาก่อน เล่าเรื่องได้ประหลาดยังกับดูหนังอาร์ต เสียดายเทคนิคการวาดหยาบกระด้างไปหน่อย
Miguel กลับไปมีชีวิตเป็นปกติกับแฟนสาว-Lita และเพื่อนซี้ - Romano ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกของวงดนตรีสมัครเล่นในเมืองเล็ก ๆ แห่งนั้น Miguel เกือบเป็นปกติทุกอย่าง ยกเว้นการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าแบบ Sloth (ชื่อเรื่อง)
Roberto Bolaño มาแรงเหลือเกินในช่วงนี้ เห็นที่คิโนะสั่งมาขายตั้งหลายเรื่อง ทั้งเล่มเล็กเล่มใหญ่อย่าง The Savage Detectives และ 2466 เราก็เลยบ้าซื้อตามมาหลายเล่ม ที่อ่านไปจริง ๆ ก็เล่มรวมเรื่องสั้น Last Evenings on Earth อันนี้ อ่านไป 5 เรื่องตอนเมษา ที่จดจำได้จริง ๆ ก็คือเรื่องที่ขึ้นปกนี่แหละ
การเล่าเรื่องจะว่าธรรมดาก็ธรรมดา จะว่าประหลาดก็ประหลาด คงเป็นเพราะสไตล์หมอนี่เขียนแบบไม่มีเครื่องหมายคำพูด แค่มีว่าคำพูดลอยมา ตามด้วยใครพูด พ่อพูด ลูกพูด เล่าเรื่องไปแบบช้า ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นช้า ๆ มันก็เหมือนไอร้อน ความนัยที่สองคนเก็บไว้ไม่พูดออกมาค่อย ๆ ระอุขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รู้สึกว่าเรื่องมันน่าตื่นเต้นระทึกใจแบบประหลาด ๆ เหมือนกับกำลังจะฉิบหายแล้วโว้ย จะเอาเรื่องแล้วว่ะ แต่ก็ยื้อไว้ให้ค้างคาอย่างได้จังหวะ ประมาณอารมณ์ลอย ๆ แบบ ambient music แบบหนัง Claire Denis ยุคหลัง ๆ มั้ง (หรือหนัง Olivier Assayas บางเรื่องก็ว่าได้)