7.10.53

จดหมายของ แวน โก๊ะ

ช่วงนี้กลับมานึกถึงหนังสือจดหมายของ แวน โก๊ะ อีกครั้ง เสียดายที่จนแล้วจนรอดก็ทำออกมาไม่เสร็จ อุตส่าห์ตรวจต้นฉบับไปสามสี่เดือน หนักใจกับการแปลของพี่ขวดมาก แต่ตลกดีที่อีกคนที่แปลลงในปาจารยสารก็แปลผิดบางจุดในที่เดียวกัน ถ้าทำออกมาเป็นหนังสือปกแข็งจริงอย่างที่พี่ขวดว่าคงดีมาก เสียดายโอกาส เสียดายความตั้งใจ แต่ก็นะถ้าทำเสร็จจริงต้องเหนื่อยมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเอาเข้าจริงสำนักพิมพ์จะถอยหลังเอาดื้อ ๆ หรือเปล่า ขนาดของมูลนิธิเด็ก ป่านนี้ก็ยังไม่เห็นออกมา

เรื่องการทำหนังสือแปลโดยเฉพาะด้านวรรณกรรม bookvirus นี่มันน่าท้อจริง ๆ เอะอะคนอ่านจะอ่านแต่มูรากามิหรือไง เมื่อก่อนก็ชอบหรอก แต่ตั้งแต่เป็นแฟชั่นในเมืองไทย พี่แกเขียนวนวียนเดิม ๆ ไม่ไปไหน

28.9.53

เด็กน้อย


เด็กน้อยที่วิกหัวหิน

26.9.53

โปรแกรมหนัง งาน เผาฟิล์มไวรัส เผ็ด สวย ดุ ณ เก๋ไก๋

โปรแกรมหนัง งาน เผาฟิล์มไวรัส เผ็ด สวย ดุ ณ เก๋ไก๋ (ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์) 

หนังสั้น + มิวสิควีดีโอของชาวคณะฟิล์มไวรัสและผองเพื่อน
Don’t Mess with Us: Filmvirus and Friends

ฉายที่ห้องเรวัติ พุทธินันทน์ ชั้นใต้ดิน U 2 ของ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ (ตึกสีขาวสูงริมน้ำ) - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 
เริ่มงาน 12.30 น.  

* * * อย่าจ่ายค่าเข้าห้องสมุด เพียงแจ้งเจ้าหน้าที่หอสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณางดใส่กางเกงขาสั้น กระโปรงสั้น และรองเท้าแตะ เนื่องจากเป็นสถานศึกษาและสถานที่ราชการ * * *

ขอเชิญชมหนังที่ทำโดยสมาชิกกลุ่มฟิล์มไวรัสและคนใกล้ชิด เชิญร่วมทัศนา พูดคุย และวิจารณ์ยำใหญ่ได้แบบไม่ยั้งมือ  
ร่วมด้วยคุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี จะนำหนังสั้นเรื่องใหม่สดที่ไม่เคยฉายที่ไหนมาก่อนมาเปิดตัวที่นี่ รวมทั้งจะให้เกียรติมาร่วมสนทนาด้วย
(ร่วมวิจารณ์ยำใหญ่ ฟิล์มไวรัส แบบไม่ยั้งมือ โดย กฤติยา กาวีวงศ์ และ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์)

โปรแกรมภาพยนตร์ ตอน 1 (อาจเปลี่ยนแปลงตามจำเป็น) 

วันที่ดวงจันทร์เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด (The Day the Moon Encounter the Earth’s Orbit) (2010) / วีระพงษ์ วิมุกตะลพ / 9 นาที  
VCD คำถาม กำกับและนำแสดงโดย ฌัฏฐ์ธร กังวาลไกล / 15 นาที
'Wherever You Will Go' (2009) / คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง / 5 นาที
'ฯยามวิกาลฯ' / Nocturnal Happening (2004) / 'อลงกต' / 13 นาที (สยองขวัญแนวทดลอง)
ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น (pulsatile mass) / 2009 / นฆ ปักษนาวิน / 40 นาที

พักแลกเปลี่ยนความเห็น 1
โปรแกรมภาพยนตร์ ตอน 2 (อาจเปลี่ยนแปลงตามจำเป็น) 

พายุผีเสื้อ /The Butterfly Effect (2008) วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา / 17 นาที
เพ็ญ /La Lunar (2009) วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา / 8 นาที
Weekend News / 5 นาที / ไกรวุฒิ จุลพงศธร
Tunyares / 12 นาที / ไกรวุฒิ จุลพงศธร
Sorry... / 5 นาที / ไกรวุฒิ จุลพงศธร 
'ชุติมา' (2007) / รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค / 16 นาที (สร้างจากบทกวีรางวัลซีไรต์ของ มนตรี ศรียงค์)
Ma vie incomplet et inacheveee' (2007) / รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค / 4 นาที (animation)
รอยยิ้มในคืนที่ 5 (Smiles of the 5th Night) (จากชุดหนังสึนามิ) / 2005 / สนธยา ทรัพย์เย็น / 16 นาที (unreleased version)

พักแลกเปลี่ยนความเห็น 2
โปรแกรมภาพยนตร์ ตอน 3 (อาจเปลี่ยนแปลงตามจำเป็น) 

I’m Nobody, Who are You? (1987) / สมเกียรติ์ วิทุรานิช / 15 นาที
'ขุนนางป่า' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
'บ้านของพรุ่งนี้' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
'ไม้เหลือง' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
'คนฉายหนัง' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
'ดำกับแดง' กำกับโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
MV ลูกตะกั่ว 3 ลูกในหัวลูกหมู / ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ / 6 นาที 
พิภพบรรฑูรย์ / 25 นาที / อุทิศ เหมะมูล
MV สว่างไป สว่างมา (improvised version) ของวง Vinegar Syndrome / สนธยา ทรัพย์เย็น / 8 นาที  

25.9.53

ฝันอะไรของมันวะ

ปกติฝันแล้วลืมหมด แต่อันนี้ยังจำได้ วันอังคารที่ 21 กย. ก่อนออกเดินทางไปลพบุรี กับ เม อาดาดล ไปสัมภาษณ์นักพากย์ชรา ป้าประหยัดอายุใกล้ 80   เช้าวันนั้นฝันว่าคุ้ยหนังสือที่ร้าน เจอหนังสือ Mizoguchi and the City แปลกใจเพราะไม่ได้ชอบเขานักหนา ไม่ได้นึกถึงมานานด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือแน่ใจว่าไม่มีหนังสือเล่มนี้อยู่จริงในโลก หน้าปกเห็นชัดเจนเป็นพื้นสีเขียว เป็นรูป เคนจิ มิโซงุจิ ครึ่งตัวหันหน้าหากล้อง รูปแบบนี้น่าจะหายาก ปกติรูปทั่วไปของเขาก็ไม่ค่อยได้เห็นกันเท่าไร รู้สึกว่าหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับหนังของเขาน่าจะมีพิมพ์ออกมาเล่มเดียว และไม่ใช่เล่มนี้แน่ ๆ

ฝันว่าดูหนังของ วชร กัณหา สามเรื่อง คงกะเอามาฉายในงานเผาฟิล์มไวรัส สองเรื่องแรกเป็นแนวทดลองไม่เล่าเรื่อง เรื่องที่สามเล่าเรื่อง แต่เห็นนมคุณยาย เลยตั้งชื่อว่า “พายายหมอนชมสวน” ในฝันเห็น ธีรนิต์ พูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเลสเบี้ยน

26.7.53

Breathless by Movie Magic

Movie Magic
หนังมหัศจรรย์ที่ได้ดูในช่วงเดือนนี้


1. Bare Essence of Life (Urutora mirakuru rabu sutôrî) 2009 หนังของ Satoko Yokohama “สวรรค์เปิด เคียงใจ”

2. A Gentle Breeze in the Village (Tennen kokekkô) 2007 หนังของ Nobuhiro Yamashita “จังหวะชีวิตแสนงาม”

3. ลุงบุญมีระลึกชาติ หนังเจ้ย ไม่มีคำว่าผิดหวัง “ลึกลับ และเรืองรอง”

4. Cracks (2009) หนังของ Jordan Scott ลูกสาวของ Ridley Scott ทำหนังดีกว่าพ่อหลายร้อยเท่า Eva Green (อีวา กรีน) The Dreamers, Casino Royale นำแสดงเลือดเย็นได้ใจ แต่เปราะบางแบบลึก ๆ

5.2.53

ฉันทำได้มากกว่าแจ๋วนะยะ - ทำหนังคุยกับคนบ้าสไตล์ Allie Light

ฉันทำได้มากกว่าแจ๋วนะยะ - ทำหนังคุยกับคนบ้าสไตล์ Allie Light

สำหรับผู้หญิงที่มีความซับซ้อนทางจิตใจทั้งเบาและหนักที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอออกมาให้ใครเข้าใจได้ เมื่อหมอบำบัดจิตบอกเธอให้กลับบ้านไปถูบ้านและเข้าครัว แอลลี่ ไลท์ กลับเลือกที่จะทำหนังเกี่ยวกับตัวเธอและอารมณ์เก็บกดของผู้หญิงทั้งเจ็ด ในเรื่อง Dialogues with Madwomen

อ่านสัมภาษณ์ แอลลี่ ไลท์ ได้ที่:
Review and Interview with Allie Light:
http://www.brightlightsfilm.com/14/madwomen.php
Bright Lights Film Journal
Issue 14, September 1995
สัมภาษณ์โดย Gary Morris

10.12.52

A Space that Speaks: Photography by Øyvind Hjelman

A Space that Speaks: Photography by Øyvind Hjelman

2 วันก่อนเข้าร้านเอเชียบุ๊คส์ เปิดนิตยสารถ่ายภาพรายเดือนของฝรั่งเล่มหนึ่ง ในเล่มนั้นมีช่างภาพที่นิตยสารแนะนำหลายคน แต่มีภาพขาวดำของสองคนในนั้นที่ติดตาติดใจจนทำให้อยากซื้อนิตยสารหัวนี้ ทั้งที่ไม่เคยคิดจะซื้อนิตยสารทำนองนี้มาก่อน เลยจำชื่อมาได้คนหนึ่ง (อีกคนเป็นผู้หญิง) นามสกุลแปลกเพราะเป็นช่างภาพชาวนอร์เวย์ชื่อ Oyvind Hjelmen

ที่ชอบทันทีก็เดาได้ไม่ยาก เพราะมันเป็นภาพเกี่ยวกับสถานที่ a space that speaks เหมือนหนัง Michelangelo Antonioni, Fred Kelemen, Chris Marker,Wim Wenders และ Werner Herzog พอมาค้นอ่านในเว็บไซต์ถึงได้รู้ว่า เขาเคยมีแสดงภาพหัวข้อ A House that was Home ซี่งเขาบันทึกภาพบ้านที่เจ้าของบ้านตาย หรือคนอยู่อาศัยขายบ้านแล้วกำลังจะย้ายออก รู้สึกว่าเรื่องเวลาและความทรงจำเป็นเรื่องที่เขาสนใจ ดูจากภาพและชื่อหัวข้องาน (Time and Memory หรือ Memento) ได้ที่เว็บไซต์

รู้จักเขาที่ http://www.lensculture.com/hjelmen.html


และดูภาพที่เว็บไซต์ของ Hjelman เอง http://www.oyvindhjelmen.com/

19.11.52

Matías Piñeiro’s They All Lie (Todos Mienten) -Top Film of World Film Festival of Bangkok 2009

A Telegram from FILMVIRUS to All film Lovers

หนังไฮไลต์ของงานเทศกาลหนังเวิล์ดฟิล์มกรุงเทพ 2552
Saw TODOS MIENTEN -Borges et Moi meets Godard- World Film Bangkok 2009 stop Witness Birth New Cinema stop Not understand context who lied what-when stop Remind Rivette et Jacques Doillon’s L'Amoureuse et Nouvelle Vague intertitles stop Matías Piñeiro’s specific rhythm bring glory stop Remarkable acting ensemble stop Out control laughs stop Guitar singing re-listen YouTube stop Sure surprise Top film WFBKK beat poor Tsai Ming Liang etc. stop Argentines pride with Fernando E Solanas, Luis Puenzo, Lucrecia Martel, Jorge Luis Borges, Julio Cortázar, César Aira stop

19.7.52

My Sassy BookVirus ตอน 18: How I Became a Nun (แต่งโดย César Aira)

My Sassy BookVirus ตอน 18: How I Became a Nun (แต่งโดย César Aira)

อ่านจบถึงได้รู้ How I Became a Nun ไม่มีตอนไหนเกี่ยวกับแม่ชีเลยสักนิด
แล้วเจ้าเด็กที่ชื่อ César Aira (ซึ่งคงไม่บังเอิญชื่อเดียวกับชื่อคนเขียน) ก็ไม่รู้ว่าเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงกันแน่ บัดเดี๋ยวเป็นเด็กชาย เผลอแผล็บเดียวบอกเป็นเด็กหญิงซะแล้ว เอาไงแน่เนี่ย

เอาเข้าจริงคงไม่สำคัญ เอาเป็นว่านี่มันเรื่องเด็กช่างจินตนาการที่ไม่รู้เกิดจริงหรือฝันเฟื่องกันแน่ เรื่องเล่าเป็นตอนสั้น ๆ ไม่ต่อเนื่องกันทีเดียว แต่ชะตาชีวิตเจ้าหนูเนี่ยมันไต่ตั้งแต่ระดับนุ่มนวลไปจนถึงตลกร้ายได้ยังไงไม่ทันตั้งตัว เริ่มจากความเชื่อว่าไอศครีมเป็นของอร่อยที่พ่อของเจ้าหนูฝังหัวมานมนาน จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องเลวร้ายใหญ่โต เหลือแต่เจ้าหนูกับแม่ฟังวิทยุอ้อยอิ่ง จินตนาการฟุ้งกระจายใต้ไอแดดและผงฝุ่น จนกระทั่งบทลงเอยที่พิลึกพิกล ดูท่าเหมือน โรแบร์โต้ โบลาณโญ่ (Roberto Bolaño) หมอนี่ชอบเขียนเรื่องเหมือนค้างคาอารมณ์ เหมือนเขียนไปคิดพล้อตไปหรือเปล่า แต่การบรรยายประหลาดดี จริงหรือเล่น อารมณ์ขันผนวกกับร้ายลึก เทียบกับอีกเรื่อง An Episode in the Life of a Landscape Painter อันนั้นเขียนเรียบเหมือนคล้าย ๆ บันทึก แต่พอบรรยายตอนจิตรกรขี่ม้าแล้วโดนฟ้าผ่าบรรยายได้ถึงภาพ แล้วตอนจบที่ประจันหน้ากับพวกโจรสลัดแล้วเข้าไปเขียนภาพ กลับหยุดเหตุการณ์ค้างไว้อย่างนั้น เป็นวินาทีที่ไฟกำลังปะทุถึงจุดสุดยอดพอดี

10.7.52

My Sassy BookVirus ตอน 17: The Beggar Maid (แต่งโดย Alice Munro)

My Sassy BookVirus ตอน 17: The Beggar Maid (แต่งโดย Alice Munro)

จะมีสักกี่เรื่องที่อ่านแล้ว heartbreaking นึกออกได้ตอนนี้ก็เรื่อง The Kiss ของ Anton Chekhov แล้วก็นิยาย 2 เรื่องของ Brian Morton เรื่อง A Window Across the River กับ Starting out in the Evening (อ้อ แล้วก็เรื่อง A Ghost at Noon ของ Alberto Moravia ที่โคตรเศร้า) เรียกได้ว่า Alice Munro นี่เข้าถึงใจด้านลึกของคนจริง ๆ ทั้งหญิงชาย (โดยเฉพาะผู้หญิง)

Alice Munro เธอแต่งเรื่องผู้หญิงได้ลึกทุกเพศวัย เด็ก เด็กสาว สาวรุ่น สาวใหญ่ หญิงสูงอายุ ว่า Joyce Carol Oates ละเมียดลึกซึ้งแล้ว แต่ อลิซ มุนโร ละเมียดในแบบสมจริง ไม่ตกแต่งสีสัน เหมือนดูหนังฝรั่งเศสของ Claude Sautet หรือ Maurice Pialat ที่เชือดเฉือนหัวใจได้ถึงเนื้อ ต้องกลืนน้ำลายเอื้อก ๆ ด้วยความคุ้น ๆ

คือ Alice Munro เธอเอาใจใส่ตัวละคร เพราะความจริงอาจโหดร้าย แต่ที่จริงเธอก็เห็นใจตัวละคร (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเอาอกเอาใจตัวละคร) Joyce Carol Oates นั้นดูจะถนัดด้านปมสาววัยรุ่นที่เกี่ยวกับ sex อันตราย แล้วชอบโยงไปหาบรรยากาศอาชญากรรม บางทีก็ไปโน่น Gothic Horror ไปเลย แต่ อลิซ มุนโร ไม่ยักมีกลิ่นนั้น เธอโยงเข้าหาความจริงเรียบง่ายของชาวบ้านที่มีปัญหาชีวิตทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนที่อยู่ในชนบทมาจากเมืองเล็ก ๆ ในแคนาดา หรือก้าวมาจากชนบทมาอยู่เมือง

เรื่อง The Beggar Maid นี่ดูจะพิเศษกว่าเรื่องอื่น ๆ (เพิ่งมารู้ตอนหลังที่อ่านจบนี่แหละว่ามันมีส่วนขยายที่มาของ Rose ตัวละครเอกด้วยในเล่มที่ชื่อ The Beggar Maid: Stories of Flo and Rose แต่เฉพาะใน Beggar นี่จะเป็นชีวิตช่วงที่สาว Rose เข้ามาทำงานในเมืองแล้วเจอหนุ่มฐานะดีชื่อ Patrick ฐานะของทั้งคู่ต่างกันมาก แต่เมื่อแรกพบในห้องสมุด ดูเหมือนว่า แพทริค จะมองเห็น โรส เป็นสาวในอุดมคติที่ไม่ใช่คนจริง ๆ เป็นเหมือนสาวในภาพ The Beggar Maid ตามตำนานโบราณ แล้วก็คอยเฝ้าเอาอกเอาใจเธอ จนทั้ง Rose และตัวใคร ๆ มองว่าเป็นชายหนุ่มใจอ่อนโยนน่าสงสาร จนมองไม่เห็นว่า แพททริคก็มีดาร์คไซด์และถูกกดดันจากอิทธิพลของครอบครัวตัวเอง ซึ่ง โรส เข้ากันไม่ได้เลย

ขนาด โรส เธอรู้ตัวว่าไม่ควรจะเออออห่อหมกเล่นด้วย เพราะเธอนิสัยแตกต่างกันมาก และไม่ใช่คนแบบที่ แพรทริค จะชอบจริง ๆ แต่เธอก็ปล่อยใจไปเป็นอุดมคติของภาพสาวที่ว่านั่นเข้าจนได้ อาจเป็นได้ด้วยความอ่อนแอ ความชอบการถูกดูแลทะนุถนอม ลึก ๆ ก็พอใจในการเป็น image ของ beggar maid หรือการต้องการยกระดับฐานะ การแคร์สายตาของเพื่อนฝูงคนรู้จัก ทำให้ดันทุรังอยู่ด้วยกันจนชีวิตคู่ของคนทั้งสองต้องมีปัญหากันไม่จบ
อลิซ มุนโร บรรยายความจริงที่น่ากลัวนั้นได้จริงจนน่าขนลุก ทำให้คนอ่านที่มีคู่แล้วหลายคนคงสะอึก โชคดีที่ข้าพเจ้าไม่คิดอยากหาห่วงผูกคอในตอนนี้เลยโล่งอกไป
ถ้าไม่งั้นต้องมาเจอตอนจบ ที่ความเกรี้ยวกราดอัปลักษณ์ของความรักกลายพันธุ์ที่ทนทุกข์มา ต้องกลายเป็นความชังพิกลพิการเข้าเส้นมันคงสุดทานทนเป็นแน่แท้ นั่นล่ะนรกแท้ ๆ เชียว นี่ล่ะที่ทำให้ขนาดอ่านไปตั้งแต่ปีที่แล้วยังลืมไม่ลง นั่งสยองถึงตอนนี้

9.7.52

My Sassy BookVirus ตอน 16: เงาฝันของผีเสื้อ (แต่งโดย เอื้อ อัญชลี)

My Sassy BookVirus ตอน 16: เงาฝันของผีเสื้อ ของ เอื้อ อัญชลี

อ่านเล่มนี้แล้วทำให้อดคิดไม่ได้ว่าห่างจากการแตะนิยายจีนมานานกว่า 20 ปี แทบลืมไปแล้วกับอารมณ์อ่านได้อ่านดี 10 เล่มจบภายในสองสามคืน มาคราวนี้ชื่อตัวละครจีนที่เคยจำได้ง่ายกลายเป็นยากเข็ญ อ่านไปพลางต้องเปิดเช็คดูชื่อพลาง พลางทอดถอนใจ โอ้ ชะตานี่หนอ ไหงเรามานั่งอ่านสามก๊ก นี่ตอนดูหนังสามก๊กฉบับอาหลิว ดูจนจบยังจำชื่อไม่ค่อยได้ แต่คราวนี้แตกฉานแน่แท้เรา

อีกอย่างที่ไม่คุ้นมานานมากคือ วลีเปรียบเปรยโบราณ เมื่อก่อนเคยนั่งจดสำนวนนิยายจีนกำลังภายในพวกนี้ลงสมุด แต่พอไปอ่านนิยายฝรั่ง ดูหนังอาร์ทที่ละเลียดกับตัวละคร ทำให้ไม่ชินลิ้นกับการตวัดแปรงพู่กันฉวับเดียวแบบนี้อีก มันต่างกันเหมือนอย่างหนึ่งเป็นการทำ “ใน-ออกนอก” แต่อีกอย่างเป็น “นอก-เข้าใน” ยิ่งนิยาย “เงาฝันของผีเสื้อ” นี่มันเป็นนิยายที่เด่นในเชิงโครงสร้างมากกว่าพวกหนังยุโรปหลายเรื่อง ที่เน้นเรื่องง่าย ๆ พื้น ๆ ชนิดซึมซับละเมียดตามตับไตไส้พุงตัวละคร

แต่พออ่านไปนาน ๆ ก็คุ้นชิน ที่น่าประทับใจมากคือ ตอนที่ จูหยวนจาง สำรอกอาหารที่กินเพราะนึกถึงหน้าตาดูแคลนของ หลอกว้านจง (ซึ่งกลายร่างจากพี่น้องร่วมสาบานกลายเป็นยืนคนละฟากฝั่งเพียงชั่วไม่กี่นาที) กับตอนที่ หลอกว้านจง ช็อคเรื่องข่าวร้ายของพี่ชายร่วมสาบานสองคน หรือตอนที่ หม่าหลง เสียเชิงกลยุทธ แล้วเดินจากไปอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก ก็บรรยายได้ดีมากถึงอารมณ์

นิยายเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ตำนานกำเนิดสามก๊กนี่หว่า นี่มันแทบจะเป็นตำนานชาติจีนเลยนี่นะ แค่นั้นไม่พอยังรวบเอามาถึงไทยอีกด้วย เอื้อ อัญชลี แกเล่นโยงประวัติศาสตร์จีน ประวัติศาสตร์สามก๊ก มาถึงตำนานอพยพชนชาติจีนให้อยู่ในเล่มหนาเกือบ 400 หน้า ที่อ่านเพลิน เผลอแผลบเดียว เดินหน้าเร็วปานสายฟ้ารุ่นเยาว์ หลายทีเลยแหละที่ อ้าว อะไรฟะ ภายในประโยคเดียว ตีทัพได้แล้ว ไปกันมาไง อ่านกันมาเป็นร้อย ๆ หน้า ผ่านไปอีกสองประโยค อ้าวตายเสียแล้ว

ตกลง หลอกว้างจง กับพรรคพวก นี่โม้เกือบหมดเลยใช่มั้ย เอื้อ อัญชลี เธอโม้ได้ใจจริง ๆ ตั้งแต่อ่านนิยายโม้ประวัติศาสตร์หนังจริง-ลวงเรื่อง Flicker ของ Theodore Roszak มาเนิ่นนาน ก็มีเรื่องนี้แหละที่แหลจนได้เรื่อง อย่างนี้ต้องซูฮกสถานเดียวครับท่าน

3.7.52

My Sassy BookVirus ตอน 16: Sloth (แต่งโดย Gilbert Hernandez)

My Sassy BookVirus ตอน 16: Sloth (แต่งโดย Gilbert Hernandez)

สุ่มซื้อ Sloth กับ Speak of the Devil โดย Gilbert Hernandez มาพร้อมกันเมื่อตอนปีที่แล้วตอนที่มันยังไม่ลดราคา เล่มหลังเลือกซื้อผิดอย่างมหันต์ แต่เล่มแรกนี่ฟลุ้คแท้ได้ทอง เป็นการ์ตูนที่ประหลาดดีมากไม่เคยเห็นการ์ตูนแบบนี้มาก่อน เล่าเรื่องได้ประหลาดยังกับดูหนังอาร์ต เสียดายเทคนิคการวาดหยาบกระด้างไปหน่อย

หนุ่มน้อย Miguel Serra เบื่อสภาพของตัวเองเสียเต็มประดา จนกระทั่งสามารถกำหนดให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าชายนิทราหนีหายไปจากโลกความจริงได้ ช่วงที่เขาอยู่ในโคม่า เขายังรับรู้ได้ถึงสิ่งที่ตายาย หมอ หรือคนรอบข้างคุยกับเขา เพียงแต่เขาสุขใจที่ได้อยู่ในโลกเร้นลับเดียวดายเช่นนั้น

ผ่านไปปีนึงเต็ม ๆ Miguel สะดุ้งตื่นขึ้นจากโลกนิทราด้วยเสียงขลุกขลักบนหลังคา ภาพแรกหลังจากลืมตาคือภาพของมะนาวนับแสนที่ตกร่วงจากฟากฟ้า

ตายายพาเขากลับไปบ้าน หลานรักได้รับความดูแลเอาใจใส่อย่างดีเหมือนเดิม ต่างจากตัวพ่อแม่ของ Miguel ที่ขาดความรับผิดชอบทิ้งลูก ซึ่งตายายยังพร่ำบ่นถึงทุกวันนี้

Miguel กลับไปมีชีวิตเป็นปกติกับแฟนสาว-Lita และเพื่อนซี้ - Romano ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกของวงดนตรีสมัครเล่นในเมืองเล็ก ๆ แห่งนั้น Miguel เกือบเป็นปกติทุกอย่าง ยกเว้นการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าแบบ Sloth (ชื่อเรื่อง)
จากนั้นก็มีตัวละครแปลก ๆ มากมายอย่างครูสาวใหญ่โรคประสาทของ Miguel เพื่อน ๆ ในเมืองที่เดี๋ยวดูเป็นอันธพาล เดี๋ยวดูเป็นมิตร แล้วก็มีกิจกรรมไปตามล่าพิสูจน์ตำนานผีในสวนมะนาวที่ลือลั่นของถิ่นนั้น



เรื่องมันชักประหลาดหนักเมื่อหลังจากไปพิสูจน์ผีเสร็จ Miguel กลับบ้านนอนแล้วมีทีท่าจะจิตหลุดกลับไปโคม่าอีก พอเช้ามากลับกลายเป็นว่าเขากลายมาเป็น Lita ที่ใช้ชีวิตกับตายายในบ้านหลังเดิม แล้วเธอกับกลุ่มสหายชายล้วนก็เป็นสาวกร็อคเกอร์หนุ่ม –Romeo X วัน ๆ ได้แต่เฝ้าฝันหาตั๋วคอนเสิร์ต ถึงขั้นอาจจะยอมทุกวิถีทางเพื่อทอดสะพานตัวเองกับเจ้านายบริษัทให้ได้ตั๋ว ที่พิลึกคือ เธอแอบชอบ Miguel อยู่ แต่เขาไม่เคยสนใจเธอเลย

พอ Miguel กับ Lita ได้เป็นแฟนกันจริง ๆ Romeo X ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คสามนี้ไปแล้ว Lita คบหาพร้อมกันกับสองหนุ่ม Miguel คนที่เธอเคยเฝ้าฝันหา กับ Romeo X ที่ตัวจริงเป็นหนุ่มขี้อาย จนกระทั่งรักสามเศร้าเริ่มอับเฉา แล้วโลกของ Lita ก็เริ่มปริแตกแบบเดียวกับโลกของ Miguel ก่อนหน้านี้ แถมยังไปเชื่อมกันแบบประหลาดกับ Romano เพื่อนซี้

ใครว่าหนัง สัตว์ประหลาด! ของเจ้ย งงเต้ก น่าจะลองเรื่องนี้ มีการแบ่งภาคที่น่าทึ่งพอกัน ดูคลุมเครือพอประมาณ แต่พอจบแล้วคิดว่าเชื่อมโยงความฝันกับความจริงได้ดีมาก หายากมาก ๆ งานศิลปะระดับนี้