นี่เพิ่งไปดูละคร “รสแกง” (Taste of Curry) ของ จารุนันท์ พันธชาติ ที่ เดโมเครซี่ เธีร์เตอร์ มา 2 รอบ รอบสองดูกับ 4 หนุ่มนักทำหนังโดมิโน่ฟิล์ม และพี่ สมเกียรติ์ วิทุรานิช (October Sonata) เยี่ยมยอดตามมาตรฐาน บี-ฟลอร์อีกเช่นเคย และคราวนี้ได้ดูกลุ่มนี้แสดงในลีลาเบาสบายแปลกตา เสียดายถ้าคนมีความสามารถแบบชาวคณะละคร บี-ฟลอร์ จะไม่ได้มีโอกาสเป็นที่รู้จักของคนดูละครเวที-ละครทีวี-หนังจอเงิน ให้มากกว่านี้อีก โดยเฉพาะกับนักแสดงแบบ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ และ อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ ต่อให้ใครบอกว่า สินจัย เยี่ยมยอดเท่าไรก็เหอะ แต่ถ้ามีคนไทยคนไหนทำหนังเน้นการแสดงขั้นเทพของ John Cassavetes ล่ะก็ 2 สาวไทยนี่เท่านั้นที่จะรับมือไหว เรื่องพลังการแสดงเข้ม ๆ นั้นหายห่วง ดุจดาว คงจะเล่นบทเจ้าแม่ไฟแรงสูงประมาณ Isabelle Huppert ของฝรั่งเศส และถ้าประกบ กับ และ อรอนงค์ ในบทหักขั้วเฉือนคมหญิงแบบ Petra Von Kant (ซึ่ง จุ๋ม สุมณฑา สวนผลรัตน์ เคยแสดง) ก็คงแม่นมั่น
ว่าไปแล้วน่ามีใครนำ 3 สาวนี่มาเล่นหนังโดยเอามาเล่นเป็นพี่น้องแบบ Three Sisters ของ Chekhov (เคยดูฉบับหนังปี 88 ชื่อ Love and Fear ของ มาเกอเร็ตเต้ ฟอน ทร็อตต้า ที่ Fanny Ardant, Valeria Golino กับ Greta Scacchi แสดงเป็น 3 ใบเถา)อยากให้มีคนนำความ intimate ของหนังมารวมกับการแสดงขั้นเทพของคนละครเวที (ยังไม่เคยมีหนังแบบนี้เลยนี่นะ) ต้องคิดเขียนบทให้สาว ๆ พวกนี้ได้แสดง เป็นเรื่องแบบวงชีวิตผู้หญิงจริง ๆ ไม่ต้องมีตัวแสดงชายเลยก็ได้ในเรื่อง พระเอกจำเป็นเหรอ ชีวิตพระเอกผู้ชายก็มีในหนังทั่วไปมากอยู่แล้ว คอนเสิร์ตบอยแบนด์ อคาเดมี่ก็ดูไปสิ โปสเตอร์หนังก็ขายแต่หนุ่ม ๆ หรือ แมน ๆ ขายได้จนแก่ บรูซ วิลลิส, คลิ้นท์ อีสต์วู้ด น่าเบื่อจริง ๆ แล้วผู้หญิงแท้กับหญิงรักหญิงก็ต้องดูหนังแอ็คชั่นตามแฟน ชิมิ ชิมิ
ไม่ต้องกลัวเรื่องการแสดงใหญ่ของคนละคร เพราะคนแสดงเขามีเซ้นส์ สามารถเพิ่ม-ลดให้เล็กลงได้ อยากให้หนังของพี่ สมเกียรติ์ เป็นจริง เผื่อจะได้เชิญ ดุจดาว มาเล่น


Takako Matsu กับ Tadanobu Asano นำแสดงใน The Villon's Wife (Viyon No Tsuma) ที่สร้างจากเรื่องสั้นของ ดะสะอิ โอะซะมุ (Dazai Osamu)
นี่สินะคือไลต์โนเวล หรือ J-Light หนังสือที่วัยรุ่นเขาอ่านกัน เป็นหนังสือสมกับวัยที่ตัวเอกอายุ 15, 16 หรือไม่เกิน 20 ปี ของสำนักพิมพ์ Bliss ทำไมซื้อมาอ่านทั้งๆ ที่ แทบไม่ได้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมานานมาก (มียกเว้นอยู่ 3-4 เล่มเองมั้ง) ที่หยิบมานั่นคงเป็นเพราะหนังสือเล่มเล็กน่ารัก เห็นเชิงอรรถที่พูดถึง เจมส์ ทิปทรี The Only Neat Thing To Do, ดอสโตเยฟสกี้, อีวาน ตูร์เจเนฟ และ มูรากามิ (คนแต่งสุงิอิ ฮิคารุ คงเป็นหนอนหนังสือที่เข้าท่าคนหนึ่ง) ด้วยพล็อตแบบวัยรุ่นญี่ปุ่นที่ไม่ต่างกันกับเรื่องอื่น ๆ นัก ประเภทวัยรุ่นแปลกแยก เนิร์ด ๆ หน่อย ๆ อัจฉริยะคอมพิวเตอร์ที่เป็นเด็กผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มกระป๋องด็อกเตอร์เป็ปเปอร์เป็นลัง ๆ ไม่ออกจากห้อง แต่เป็นนักสืบโคตรเก่ง ดุและอารมณ์ร้ายขนาดแก๊งผู้ชายอันธพาลยังกลัว บรรดาคนแปลกหน้าที่ดูอันตรายร้ายนิด ๆ ที่กลายมาเป็นเพื่อน วัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยโรค ยา อาชญากรรมอันตราย ทำให้คิดสั้นฆ่าตัวตาย การมารวมตัวกันสร้างสิ่งที่มีคุณค่าต่อคนอื่น มองข้ามความเจ็บปวด เลิกเก็บตัวและหันเข้าหาแสงสว่าง 


“This is the only part I’ll remember. The part where I wake up and don’t remember where I am.”
.bmp)