24.3.54

รสหญิงปรุงแกงเผ็ด

นี่เพิ่งไปดูละคร “รสแกง” (Taste of Curry) ของ จารุนันท์ พันธชาติ ที่ เดโมเครซี่ เธีร์เตอร์ มา 2 รอบ รอบสองดูกับ 4 หนุ่มนักทำหนังโดมิโน่ฟิล์ม และพี่ สมเกียรติ์ วิทุรานิช (October Sonata) เยี่ยมยอดตามมาตรฐาน บี-ฟลอร์อีกเช่นเคย และคราวนี้ได้ดูกลุ่มนี้แสดงในลีลาเบาสบายแปลกตา เสียดายถ้าคนมีความสามารถแบบชาวคณะละคร บี-ฟลอร์ จะไม่ได้มีโอกาสเป็นที่รู้จักของคนดูละครเวที-ละครทีวี-หนังจอเงิน ให้มากกว่านี้อีก โดยเฉพาะกับนักแสดงแบบ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ และ อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ ต่อให้ใครบอกว่า สินจัย เยี่ยมยอดเท่าไรก็เหอะ แต่ถ้ามีคนไทยคนไหนทำหนังเน้นการแสดงขั้นเทพของ John Cassavetes ล่ะก็ 2 สาวไทยนี่เท่านั้นที่จะรับมือไหว เรื่องพลังการแสดงเข้ม ๆ นั้นหายห่วง ดุจดาว คงจะเล่นบทเจ้าแม่ไฟแรงสูงประมาณ Isabelle Huppert ของฝรั่งเศส และถ้าประกบ กับ และ อรอนงค์ ในบทหักขั้วเฉือนคมหญิงแบบ Petra Von Kant (ซึ่ง จุ๋ม สุมณฑา สวนผลรัตน์ เคยแสดง) ก็คงแม่นมั่น 

ว่าไปแล้วน่ามีใครนำ 3 สาวนี่มาเล่นหนังโดยเอามาเล่นเป็นพี่น้องแบบ Three Sisters ของ Chekhov (เคยดูฉบับหนังปี 88 ชื่อ Love and Fear ของ มาเกอเร็ตเต้ ฟอน ทร็อตต้า ที่ Fanny Ardant, Valeria Golino กับ Greta Scacchi แสดงเป็น 3 ใบเถา)

อยากให้มีคนนำความ intimate ของหนังมารวมกับการแสดงขั้นเทพของคนละครเวที (ยังไม่เคยมีหนังแบบนี้เลยนี่นะ) ต้องคิดเขียนบทให้สาว ๆ พวกนี้ได้แสดง เป็นเรื่องแบบวงชีวิตผู้หญิงจริง ๆ ไม่ต้องมีตัวแสดงชายเลยก็ได้ในเรื่อง พระเอกจำเป็นเหรอ ชีวิตพระเอกผู้ชายก็มีในหนังทั่วไปมากอยู่แล้ว คอนเสิร์ตบอยแบนด์ อคาเดมี่ก็ดูไปสิ โปสเตอร์หนังก็ขายแต่หนุ่ม ๆ หรือ แมน ๆ ขายได้จนแก่ บรูซ วิลลิส, คลิ้นท์ อีสต์วู้ด น่าเบื่อจริง ๆ แล้วผู้หญิงแท้กับหญิงรักหญิงก็ต้องดูหนังแอ็คชั่นตามแฟน ชิมิ ชิมิ

ไม่ต้องกลัวเรื่องการแสดงใหญ่ของคนละคร เพราะคนแสดงเขามีเซ้นส์ สามารถเพิ่ม-ลดให้เล็กลงได้ อยากให้หนังของพี่ สมเกียรติ์ เป็นจริง เผื่อจะได้เชิญ ดุจดาว มาเล่น

6.3.54

“นักเรียนหญิง” และ "ภูเขาไฟฟูจิ" ของ ดะสะอิ โอะซะมุ (Dazai Osamu)


จาก “นักเรียนหญิง” กาญจนา ประสพเนตร แปลจาก Josei to ของ ดะสะอิ โอะซะมุ (Dazai Osamu)



ที่ว่าเวลาตื่นแล้วลืมตาแป๋วขึ้นมาทันทีนั้นโกหกชัด ๆ มันต้องมีขุ่นโคลนขึ้นมาก่อนแล้ว ในช่วงนั้นตะกอนจะค่อย ๆ นอนก้นทำให้ส่วนบนค่อย ๆ ใสขึ้น ในที่สุดเมื่อรู้สึกเหนื่อยนั่นแหละ เปลือกตาจึงได้เผยอขึ้น เช้าขึ้นทีไรก็มีแต่เรื่องน่าอับอายและความทุกข์ประดังกันเข้ามาในหัวอกมากมายจนทนไม่ได้ ไม่ไหว ไม่ไหว สารรูปเราตอนเช้า ๆ นี่น่าเกลียดที่สุด ท่อนขาทั้งสองอ่อนล้าไปหมดจนไม่อยากทำอะไรเลย คงเป็นเพราะนอนไม่เต็มอิ่มกระมัง ที่ว่ายามเช้าช่วยให้สุขภาพดีนั้นไม่จริงเลย มันเป็นสีเทาต่างหาก วันไหน ๆ ก็เหมือนกัน เป็นที่สุดแห่งความว่างเปล่า ฉันมักรู้สึกเบื่อชีวิตทุกครั้งเมื่อลืมตาตื่นมาบนที่นอนในตอนเช้า เซ็งเหลือเกิน มีแต่เรื่องน่าเกลียดที่ต้องสำนึกผิดหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งเมื่อมันรวมตัวขึ้นมาเป็นกลุ่มก้อนครั้งใดก็ทำให้จิตใจหดหู่จนต้องดิ้นพราดทุกที

ยามเช้าช่างโหดร้าย

จาก “ร้อยมุมมองภูเขาไฟฟูจิ” ลัดดา แก้วฤทธิเดช แปลจาก Fugakuhyakkei ของ ดะสะอิ โอะซะมุ (Dazai Osamu)

ภูเขาฟูจิที่มองจากหน้าต่างอพาร์ทเมนท์ที่โตเกียวนั้นช่างดูซึมเศร้า ในช่วงฤดูหนาวจะมองเห็นได้ชัดเจน รูปสามเหลี่ยมเล็ก ๆ สีขาวโพลนที่โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าออกมาอย่างเงียบ ๆ ก็คือ ฟูจิ ไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่อะไรเลย มันเป็นเพียงแค่ขนมคริสต์มาสชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้ไหล่เขายังเอียงลาดไปทางซ้ายดูไม่มั่นคงเหมือนกับเรือรบซึ่งส่วนท้ายเรือกำลังจมหายไปเรื่อย ๆ ในฤดูหนาวเมื่อสามปีก่อน มีคน ๆ หนึ่งได้เปิดเผยความจริงที่ไม่คาดฝันให้ฟัง ข้าพเจ้าจึงเกิดความรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ และในคืนนั้นเอง ข้าพเจ้าได้ดื่มเหล้าอย่างหัวราน้ำตามลำพังที่ห้องพักในอพาร์ทเมนท์ ดื่มไปโดยไม่ได้หลับแม้แต่สักงีบเดียว พอรุ่งสางข้าพเจ้าลุกไปเข้าห้องน้ำ มองเห็นภูเขาฟูจิจากหน้าต่างมุ้งลวดสี่เหลี่ยมในห้องน้ำ ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืมภูเขาฟูจิในวันนั้นเลย เล็ก ขาวโพลน และเอียงลาดในทางซ้ายเล็กน้อย คนขายปลาที่กำลังถีบจักรยานไปตามถนนราดยางมะตอยเบื้องล่างหน้าต่างนั้นพึมพำออกมาได้ความว่า “โอ้โฮ เช้านี้เห็นฟูจิได้ชัดเจนเลย หนาวจัง” ข้าพเจ้ายืนอยู่ในห้องน้ำที่มืดนั้น เอามือลูบมุ้งลวดที่หน้าต่างไปพลางก็ร้องไห้น้ำตาซึม ข้าพเจ้าไม่อยากจะหวนคิดถึงความทรงจำอย่างนั้นอีก

5.3.54

Matsu ของ ดะสะอิ โอะซะมุ (Dazai Osamu)


จาก “คอย” มณฑา พิมพ์ทอง แปลจาก Matsu ของ ดะสะอิ โอะซะมุ (Dazai Osamu)

นี่ฉันมานั่งที่นี่ทุกวันเพื่อคอยใครกันนะ ฉันคอยคนชนิดไหน ไม่ใช่.....คนที่ฉันคอยอาจจะไม่ใช่มนุษย์ก็ได้ ฉันเกลียดมนุษย์ ไม่...ฉันกลัวต่างหาก เวลาที่ฉันต้องทักทายผู้คนไปตามแกนเพื่อพบหน้ากันว่า สบายดีหรือคะ อากาศหนาวขึ้นแล้วนะคะ ฉันรู้สึกขมขื่นอย่างไรบอกไม่ถูก ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีใครจะพูดโกหกได้เท่าฉันอีกแล้ว และฉันจะเกิดความรู้สึกอยากตายขึ้นมา นอกจากนั้น อีกฝ่ายหนึ่งยังพูดอะไรอย่างอื่นอีก เช่น พูดเตือนให้ฉันระวังตัว หรือพูดสรรเสริญเยินยอจนเกินความจริง แสดงความรู้สึกที่ฟังดูน่าเลื่อมใส ฉันฟังแล้วก็ให้รู้สึกเศร้าใจกับความระแวดระวังของอีกฝ่ายหนึ่ง และในที่สุด ก็เกิดเป็นความเบื่อหน่ายโลกจนทนไม่ไหว

*************************************************************************************

Takako Matsu กับ Tadanobu Asano นำแสดงใน The Villon's Wife (Viyon No Tsuma) ที่สร้างจากเรื่องสั้นของ ดะสะอิ โอะซะมุ (Dazai Osamu)

ฉันรู้สึกขันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จึงหัวเราะออกมาดัง ๆ ฝ่ายภรรยานั้นหน้าแดงออกมานิดหนึ่ง ฉันรู้สึกว่ากำลังเสียมารยาทกับฝ่ายเจ้าของร้านผู้ชาย แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถจะหยุดหัวเราะได้ ช่างน่าขันเหลือเกิน ฉันหัวเราะจนน้ำตาไหล นึกถึงสิ่งที่สามีเขียนเอาไว้ในกวีนิพนธ์บทหนึ่งที่บอกว่า “การหัวเราะครั้งใหญ่ตอนสิ้นโลก” ขึ้นมาทันที มันคงจะหมายถึงความรู้สึกทำนองนี้กระมัง

จาก “เมียชายโฉด” มณฑา พิมพ์ทองแปลจาก Viyon no Tsuma ของ ดะสะอิ โอะซะมุ (Dazai Osamu)

6.1.54

My Sassy Book ตอน 26: ขบวนการนักสืบ Neet

Kamisama no memo chou โดย Hikaru Sujii 

นี่สินะคือไลต์โนเวล หรือ J-Light หนังสือที่วัยรุ่นเขาอ่านกัน เป็นหนังสือสมกับวัยที่ตัวเอกอายุ 15, 16 หรือไม่เกิน 20 ปี ของสำนักพิมพ์ Bliss ทำไมซื้อมาอ่านทั้งๆ ที่ แทบไม่ได้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมานานมาก (มียกเว้นอยู่ 3-4 เล่มเองมั้ง) ที่หยิบมานั่นคงเป็นเพราะหนังสือเล่มเล็กน่ารัก เห็นเชิงอรรถที่พูดถึง เจมส์ ทิปทรี The Only Neat Thing To Do, ดอสโตเยฟสกี้, อีวาน ตูร์เจเนฟ และ มูรากามิ (คนแต่งสุงิอิ ฮิคารุ คงเป็นหนอนหนังสือที่เข้าท่าคนหนึ่ง) ด้วยพล็อตแบบวัยรุ่นญี่ปุ่นที่ไม่ต่างกันกับเรื่องอื่น ๆ นัก ประเภทวัยรุ่นแปลกแยก เนิร์ด ๆ หน่อย ๆ อัจฉริยะคอมพิวเตอร์ที่เป็นเด็กผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มกระป๋องด็อกเตอร์เป็ปเปอร์เป็นลัง ๆ ไม่ออกจากห้อง แต่เป็นนักสืบโคตรเก่ง ดุและอารมณ์ร้ายขนาดแก๊งผู้ชายอันธพาลยังกลัว บรรดาคนแปลกหน้าที่ดูอันตรายร้ายนิด ๆ ที่กลายมาเป็นเพื่อน วัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยโรค ยา อาชญากรรมอันตราย ทำให้คิดสั้นฆ่าตัวตาย การมารวมตัวกันสร้างสิ่งที่มีคุณค่าต่อคนอื่น มองข้ามความเจ็บปวด เลิกเก็บตัวและหันเข้าหาแสงสว่าง 

พล็อตแบบนี้ที่เจอซ้ำ ๆ กันจนเฝือ แต่พออ่านพ้นร้อยกว่าหน้าไปแล้ว รู้สึกว่ามันมีหัวใจจริงแอบอยู่ และการบรรยายที่ดูเพ้อฟุ้งแบบเด็ก ๆ หน่อย ๆ ก็กลายเป็นยอมรับได้ ยอมรับได้ดีมากเสียด้วย จนต่อมาตอนท้ายกลายเป็นบรรยายดี นี่ถ้าอ่านตอนวัยรุ่นคงจะชอบมากมายทีเดียว แต่เท่าที่เป็นก็ถือว่าเซอร์ไพรซ์ตัวเองน่าดู

Room in Rome ในห้องรักโรมรำลึก – การเยือนตลาดโคมแดงไทยโดยยินยอมของ Julio Medem


ใครจะไปคิดว่าจะมีหนังของ Julio Medem ออกขายอย่างถูกลิขสิทธิ์ !!!

ผู้หญิงสองคนตัวเปล่าเปลือยนัวเนียกันตลอดคืนในห้องนอน พล็อตหนังที่เกิดและจบลงในครบรอบหนึ่งวัน

นี่คงใกล้เคียงกับ ฆูลิโอ เมเด็ม (คนทำหนังจากสเปนแต่ใช้ภาษาชนกลุ่มน้อย-ภาษา Basque) ทำหนังโป๊ pink film แล้วมั้งเนี่ย ขณะที่ผู้ชายคาดหวังที่จะตะโบมเรือนกายของผู้หญิง (อย่าเพิ่งยิ้มกระหยิ่มใจเร็วไป) ส่วนสาวหญิงรักหญิงก็คาดว่าจะได้ชิ้นส่วนที่ตัวเองหวังและควรจะได้ แต่นี่มันหนัง เมเด็ม ที่อาจจะลดดราม่าลง แล้วโป๊มากขึ้น (นานกว่าเดิม) แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะฮ็อตมากขึ้น (ในทางหนึ่งหนังดราม่าเรื่องก่อน ๆ อาจจะอีโรติกหรือเร่าร้อนกว่า โดยเฉพาะเรื่อง Sex and Lucia) แต่ความลุ่มหลงของ เมเด็ม ดูจะยังอยู่ครบ ทั้งเรื่องของโชคชะตาความรักที่ฟ้าดลบันดาล แต่อาจกลับตารปัตร เรื่องคู่เสมือน คนรัก / พี่น้อง (รวมทั้งการขันแข่งระหว่างพี่น้อง / คนรัก) หรือเรื่อง ชื่อผวน Natasha / Sacha เรื่องอดีต ฝัน จินตนาการที่ปนเปกับประวัติศาสตร์และจักรวาลกันไปหมด (โยงกับภาพเขียนกรีกโรมันบนผนังห้องและภาพโลกและสุริยจักรวาลในคอม ฯ) 

แต่ในด้านกลับสำหรับชายกลัดมันที่คาดว่าจะเอาแต่ฉึกฉักขัดถู อาจจะต้องลดระดับตามันวาวลง แล้วด่า เชี่ย จะถกอะไรนอกเรื่องวะ รีบชกเสียที

ชวนนึกถึงหนังของ เมเด็ม เรื่อง Tierra (Earth) เอามาก ๆ ด้ว ยิ่งช็อตที่ทิ้งคนบนพื้นไปไกลเหลือแต่รายละเอียดเป็นจุดเล็ก ๆ บนพื้นโลก และนี่ยิ่งทำให้นานวันการใช้อินเตอร์เน็ตดูเหมือนจะถูกสร้างให้เกิดมาเพื่อกลมกลืนกับหนังของ เมเด็ม โดยแท้

ยังคงเห็นดาราจากหนังเรื่องก่อน ๆ ของ เมเด็ม มาเล่นในหนังเรื่องนี้ 1 ในนั้นเป็นบทแสดงนำ

หนังเมเด็ม เรื่อง Vacas หรือ Cows เป็นเรื่องหนึ่งที่ดีมาก ๆ 

ในยุค 90 นอกจาก แล้วจะหาใครสไตล์หนังโฉบเฉี่ยวเท่า Julio Medem และ Leos Carax นั้นหายากมาก (โดยเฉพาะการเล่นภาพมุมแปลก ๆ การตัดต่อและ อีโรติก้าแผลง ๆ ของ เมเด็ม) 

ย้อนไปอ่านเกี่ยวกับ Julio Medem ได้ในหนังสือ Filmvirus 02 (2544)

5.1.54

Chantal Akerman จับมือกับ Joseph Conrad บุกเขมร

Chantal Akerman ผู้กำกับหญิงคนเก่งกลับมาทำหนังอีกครั้งหลังจาก TOMORROW WE MOVE (ปี 2003) คราวนี้จับงานดัดแปลงหนังสือเรื่อง Almayer’s Folly ของ Joseph Conrad และน่าจะปิดกล้องไปแล้วที่ประเทศกัมพูชาเมื่อปลายเดือนธันวาคม

นำแสดงโดยหนุ่ม Stanislas Merhar ที่เคยเล่นเรื่อง The Captive ให้ Akerman มาก่อน

เรื่อง The Captive พิเศษตรงที่สร้างจากอภิมหาอมตะหนังสือบ็อกเซ็ท In Search of Lost Time ของ Marcel Proust โดยเลือกมาเพียงเล่มเดียวแล้วทำเป็นหนังร่วมสมัยได้ดีมาก

ก่อนหน้านั้นหนังสืออีกเล่มของ โจเซฟ คอนราด คือ The Shadow Line ที่เกี่ยวกับประสบการณ์กะลาสีเรือของ คอนราด ในเอเชีย และบางกอก เคยทำเป็นหนังโดย Andrej Wajda ผู้กำกับคลาสสิกของโปแลนด์ที่เคยได้ออสการ์เกียรติยศไปแล้ว เรื่องนี้ถ่ายที่กรุงเทพและฝั่งธนด้วย เคยดูที่ยริติช เคาน์ซิล สยามสแควร์

(แปะตัวอย่างเรื่อง The Captive)

4.1.54

Unmade Beds หนังของ Alexis Dos Santos

น่าแปลกที่เบื่อหนัง Wong Kar Wai แต่กลับชอบหนังเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ความเป็นออริจินัลน้อยกว่า

Unmade Beds ของผู้กำกับหนุ่ม Alexis Dos Santos

ก่อนหน้านั้นเคยดูหนังชื่อเดียวกัน Unmade Beds ของ Amos Poe เรื่องนั้นมี Deborah Harry (วง Blondie / หนัง Videodrome) แสดงด้วย

เลือกดูหนังเรื่องนี้เพราะปกแท้ ๆ

1.1.54

My Sassy Book ตอน 25: Point Omega โดย Don DeLillo


“Suspense is trying to build but the silence and stillness outlive it”

ประโยคนั้น ดอน เดอลิลโล บรรยายถึงวีดีโออินสตอลเลชั่นของ Douglas Gordon ศิลปินชาวสก็อตที่นำหนัง Pycho ของ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค มาซูเปอร์สโลโมชั่นฉายแช่เสต็ปทีละเฟรมในแกลเลอรี่เป็น 24 hour Pycho และมันกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ เดอลิลโล เขียนนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้ที่มีตัวละครหลักกันทั้งเรื่องแค่ 3 ตัว ในบ้านห่างไกลความศิวิไลซ์ ท่ามกลางเวลาที่เกือบหยุดนิ่ง หรือไร้การรับรู้และมีตัวตน พ้อยท์โอเมก้า ที่ว่านั่น

มีบางส่วนที่ชวนนึกถึงหนังของ อันโตนีโอนี่ เรื่อง L’ Avventura หรือ Zabriskie Point (อันตรธารของหญิงสาวและการแสวงหาตัวตนกลางทะเลทราย) และการบรรยายของเขาช่วงต้นเรื่องถึงวีดีโอนั่นก็ล้ำลึก น่าจะรับมือกับหนังนามธรรมหลายเรื่องได้ดีทีเดียว ในเรื่องตัวละครหนุ่มที่กะจะมาสัมภาษณ์นักวิชาการเฒ่าถึงชนบทนั้นเคยทำวีดีโอตัดภาพ เจอร์รี่ ลิววิส เป็นงานอาร์ตมาก่อน คราวนี้เขามีไอเดียทำหนังลองเทคไม่ตัดแบบ Russian Ark ของ คนรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ โซคูรอฟ เสียดายที่เขาสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ แต่เพราะหนังสือนำเรื่องไปสู่จุดที่นิ่งงันและลึกล้ำกว่าที่คิด

31.12.53

My Sassy Book ตอน 24: The Diaries of Sofia Tolstoy


นี่หรือคือชีวิตจริง Leo Tolstoy นักเขียนชื่อกระเดื่องโลกแห่ง “สงครามและสันติภาพ”, “อันนา คาเรนนินนา” ที่ชื่อนี้อาจจะกระเดือกไม่ลงอีกต่อไป ภาพคุณงามความดี คุณธรรมชั้นเลิศที่เคยได้ยินมาตั้งนานปี้ป่นไปหมดเพราะบันทึกของเมียแกนี่เอง เมียแกโทษว่า ตอลสตอย อ้างคุณธรรม อ้างชั่วดี แต่ทำกับเมียเยี่ยงทาส วันๆ นั่งเลี้ยงลูกเป็นสิบคน คัดต้นฉบับลายมือนิยายเล่มหนา ๆ เล่มนึงซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความรักผัว แต่ได้รับการตอบแทนความรักเยี่ยงไร มองผู้หญิงเป็นแค่......ก็สมควรอยู่ที่เธอหมั่นไส้ที่ท่านนักเขียนใหญ่ทำเป็นคนกรุณาปราณี รักเพื่อนมนุษย์ กินอาหารสุขภาพ ใส่เสื้อซอมซ่อ ลดตัวไประดับเดียวกับชาวบ้านขี้กลากเกลื้อน เสร็จแล้วเป็นภาระใคร วัน ๆ ทำนั่งเขียนเล็คเชอร์ On Religion, What is Art?, On Love and Marriage แล้วเป็นไง โคตรกดขี่เมีย (ในเล่ม เพลงสังหาร The Kreuzer Sonata เห็นว่าที่ผัวฆ่าเมียสังเวยคบชู้คงมีนัยยะพิเศษ) ที่น่าตกใจที่สุดความรักนี่มันฆ่าคนทั้งเป็นได้เลือดเย็น

นี่คงเป็นหนังสือที่อ่านแล้วช็อคที่สุดแห่งปี

คำนำโดย Doris Lessing

27.12.53

My Sassy Book ตอน 23: "X'ed Out" ของ Charles Burns

“This is the only part I’ll remember. The part where I wake up and don’t remember where I am.”

โอเค การ์ตูนของ ชาร์ลส์ เบิร์นส์ นี่ดูจะเป็นพี่น้องกับหนังของ David Lynch ได้ดี คราวก่อนเขียนถึง The Black Holeไป คราวนั้นเป็นการ์ตูนขาวดำ แต่คราวนี้เป็นสี แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้โลกสดใสขึ้นเท่าไหร่ เพราะโลกของ ชาร์ลส์ เบิร์นส์ ยังคงเป็นโลกมืดที่ประกอบด้วยจริงปลอม ฝันหลอนคู่ขนานกันไป แต่ก็ไม่ได้แยกออกจากกันเสียทีเดียว มีแบบพวกแผลเป็น หนอนน่าเกลียด วิญญาณหมาที่พา Nitnit (ชื่อเรียงถอยหลังจาก Tin Tin) ตัวเอกไปปรโลก ครอบครัวที่ไม่มั่นคง กลุ่มวัยรุ่นในยุค 70 ทเป็นคั้ลท์เสพยาหรือติดโรคลึกลับอะไรสักอย่าง เพื่อนสาวหรือแฟนที่ดูน่าบูชาแต่มีนัยยะล่อแหลมเรื่องเพศน่ากลัว ซึ่งนั่นแหละต้องติดตามอ่านกันต่อไป เพราะนี่เป็นแค่เล่มแรกในสามเล่มที่จะค่อย ๆ ทยอยออกมา และต้องดูกันต่อไปว่าจะมีอะไรเชื่อมโยงกับ Tin Tin อีกแค่ไหน แต่ว่าไปหนังของ เดวิด ลิ้นช์ อย่าง Mulholland Drive, Inland Empire, Dune นั้นมาดูตอนนี้ไม่ไหวเลย คล้าย ๆ ว่าการ์ตูนของ เบิร์นส์ ทำได้น่าสนใจกว่า ถึงจะมีอะไรคล้ายกัน

26.12.53

My Sassy Book ตอน 22: Sleeper’s Wake ของ Alistair Morgan


“Damaged People are Dangerous” จาก Damage ของ Josephine Hart

น่าปกดูไปยังกับหนังสยองขวัญ พล็อตธรรมดา แต่เจาะตัวละครได้ดี เล่าเรื่องวางหนังสือแทบไม่ลง สะดุดใจที่สุดกับตัวละครเคร่งศาสนาที่ช่วยเหลือคนเพราะเข้าใจว่าคนที่ตัวเองช่วยนั้นน่าสงสาร ผ่านโศกนาฏกรรมแย่ๆ มาเหมือนกัน แต่พอรู้ว่าเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือของตัวเอง และยังย้อนรอยเข้าหลังบ้าน เรื่องก็เลยกลับตาลปัตร

“We are all capable of surprising cruelty”. “It is something that makes us human.”

24.12.53

15 ปีฟิล์มเฮ้่าส์ ไม่ง่าย

วันนี้ครบรอบ 15 ปี ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ออกจะเงียบเหงา ไม่มีฉลอง ไม่มีจัดเลี้ยง ไม่มีฉายหนังอีกเช่นเคย ไม่รู้ว่าน่าเศร้าหรือน่าดีใจที่ทำงานมานาน แต่ไม่มีเงินเข้าหน่วยงาน องค์กรที่ไม่มีเงินจ้างพนักงาน! เงินหน่วยเดียวที่เข้าคงเป็นเงินขายหนังสือเพียงหลักร้อยหลักพัน กว่าจะนับเป็นหมื่นได้ไม่ใช่เวลาสั้น ๆ แต่ต้องรอหลายปี ทุกอย่างมีแต่ถ้า....... ถ้าเพียงมีเวลามากกว่านี้ หนังคงทำออกมาดีขึ้น ถ้ามีเงินคงมีเงินจัดเลี้ยง คงพิมพ์หนังสือวรรณกรรมและหนังสือหนังที่ชอบ มีเงินไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศ และคงสามารถตั้งต้นทำสิ่งที่สลักสำคัญ มันอาจจะมีผลพิเศษต่อวงการหนังได้ด้วยซ้ำ แต่ แต่ แต่