31.7.55
My Sassy Book 39: Raymond Carver' s Collected Stories
My Sassy Book 38: Jean Christophe Valtat ‘s 03
My Sassy Book 37: Jeff Lemire’s Essex County
7.10.54
หอสมุดบาเบล รวมเรื่องสั้น 8 เรื่องของ บอรเฆส ที่งานมหกรรมหนังสือ 2544
หอสมุดบาเบล สวนแห่งทางแพร่ง และเรื่องสั้นอื่นๆJorge Luis Borges
สิงห์ สุวรรณกิจ แปล
คำนิยมโดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา
“มากกว่าใครๆ ทั้งหมด บอรเฆส ได้พลิกฟื้นภาษาแห่งวรรณกรรมเสียใหม่ จนเป็นผู้เปิดทางให้กับกลุ่มนักเขียนภาษาสเปน-อเมริกันที่พิเศษล้ำรุ่นหนึ่ง” – J. M. Coetzee นักเขียนรางวัลโนเบล 2003
“นับแต่ แซร์บันเตส ผู้ประพันธ์ ดอนกิโฆเต้ เป็นต้นมา ในบรรดานักเขียนที่สร้างงานในภาษาสเปน มีเพียง บอร์เกส เท่านั้นที่เป็นนักเขียนคนสำคัญที่สุด” - มาริโอ บาร์กัส โญซ่า นักเขียนรางวัลโนเบลปี 2010
"ในยุคสมัยของเรานั้นมีนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ 2 ท่าน คือ เจมส์ จอยซ์ และ บอรเกส แม้ทั้งสองจะฝากผลงานเอาไว้ก่อนเวลาอันควร หากต่างก็ฝากคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวรรณกรรมโลกในศตวรรษที่ 20 อย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองนั้นอยู่ที่ จอยซ์ ได้มอบมรดกทางภาษาแก่เรา แต่สำหรับ บอรเกส นั้น สิ่งที่เขามอบให้แก่เรา คือความคิดและจินตนาการ" - อุมแบร์โต เอโก ผู้แต่ง ‘สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ’ (The Name of the Rose)
ถ้าไม่มีนักเขียนอย่าง ฆอรเฆ ลูอิส บอรเฆส คงไม่มี Post-ModernJorge Luis Borges เปรียบได้ดั่งรากเหง้าอิทธิพลงานเขียนของ Italo Calvino, Umberto Eco, Orhan Pamuk, Julio Cortazar, Alain Robbe-Grillet และคนสำคัญอีกหลาย ๆ คน
หอสมุดบาเบล สวนแห่งทางแพร่ง และเรื่องสั้นอื่นๆ - bookvirus ฟุ้ง 08 รวมเรื่องที่ยังไม่เคยแปลซึ่งเป็นแนวคิดเชิงเขาวงกตวรรณกรรมตามแบบฉบับที่นักอ่านทั่วโลกคุ้นเคย - ซึ่งไม่ใช่เรื่องชุดเดียวกับที่ แดนอรัญ แสงทอง (aka เชน จรัสเวียง) เคยแปลลงใน bookvirus 2 และ เพชฌฆาตข้างถนน
(อย่าลืมอ่านบทสัมภาษณ์ของ บอรเฆส ใน bookvirus เล่ม 2)หอสมุดบาเบล bookvirus ฟุ้ง 08 ซื้อได้ที่
งานมหกรรมหนังสือ ศูนย์ประชุมสิริกิติต์ ตามบูธเหล่านี้:
ระหว่างบรรทัด W 13
อัลเทอร์เนทีฟไรเตอร์ O 06
บ้านหนังสือ P 37
ไต้ฝุ่น P 15
Freeform E 10
Openbooks K 06
สามัญชน X 03
นาคร
6.9.54
วิมุตติคีตา อานุภาพแห่งอนุสาสนีปาฏิหาริย์ งานใหม่ของ แดนอรัญ แสงทอง
1.9.54
มีตาหามีแววไม่ - คำคมจาก วอลแตร์ (Voltaire)
การที่เรามีตาสองข้าง ไม่ได้ช่วยให้สภาพของเราดีขึ้นเลยในชีวิตนี้ เราใช้ตาข้างหนึ่งสำหรับดูสิ่งดี และอีกข้างหนึ่งสำหรับดูสิ่งเลว คนส่วนใหญ่นิสัยเสียชอบหลับตาข้างแรก และคนส่วนน้อยหลับตาข้างที่สอง ด้วยเหตุนี้เอง คนจำนวนมากจึงอยากจะตาบอดทั้งสองข้างให้รู้แล้วรู้รอดไป จะได้ไม่ต้องมองเห็นสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดทั้งปวง และบรรดาคนตาเดียวที่ปราศจากตาข้างที่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ร้ายไปหมด คงจะมีความสุขดีกันพิลึก
ปรัชญาวอลแตร์
ดารณี เมืองมา แปล
สำนักพิมพ์ดวงกมล
15.8.54
My Sassy Book ตอน 36: “กระโดดโลดเต้น” ประดุจดาวดวงนั้น Dance Movement Twinkling
บางส่วนจากหนังสือ “กระโดดโลดเต้น” With Dance Movement Psychotherapist ของ ดุจดาว วัฒนปกรณ์, สำนักพิมพ์ มันดา บุ๊คส์
ปรับบุคลิกภาพแบบระยะยาวด้วยการเรียนเต้น
คนเถรตรง ขวานผ่าซาก พูดจามะนาวไม่มีน้ำ เส้นโค้งในรำไทยคงช่วยให้วิธีคิดดูนุ่มนวล ประนีประนอม
คนไม่ค่อยระวังตัวเอง ปล่อยปละ ไม่รักษาระเบียบวินัย ไม่เคารพกฎ การเต้นคลาสสิก เช่น บัลเล่ต์ หรือโขน ก็จะช่วยส่งเสริมให้อยู่ในรูปในรอยขึ้น
คนไม่มีความมั่นใจ ขี้อาย ไม่แน่ใจถึงอัตลักษณ์ของตัวเองน่าจะไปเรียนเต้นอัฟริกัน
คนที่อยากหัดเรื่องมนุษยสัมพันธ์ การปรับตัว อ่อนด้วยเรื่องของชีวิตคู่ และการรับฟังผู้อื่น เรียนการเต้นลีลาศคงช่วยได้เยอะ
คนที่ใช้ชีวิตซ้ำๆ เหมือนกันทุกวัน เป๊ะทุกอย่าง น่าจะลองซัลซ่า เต้นไจฟว์ ไม่ก็แดนซ์คอนเทมเพื่อเพิ่มสีสันและอารมณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิตบ้าง
ชีวิตที่มีสุขภาพดี คือชีวิตที่สมดุล
(จาก “กระโดดโลดเต้น” ของ ดุจดาว วัฒนปกรณ์, สำนักพิมพ์ มันดา บุ๊คส์)
11.8.54
My Sassy Book ตอน 35: อ่านอย่างเจ้าผู้สามัญ - ราชินีนักอ่าน (The Uncommon Reader)
My Sassy Book ตอน 35: อ่านอย่างเจ้าที่สามัญ
- ราชินีนักอ่าน (The Uncommon Reader)
อลัน เบ็นเน็ตต์ แต่ง (Alan Bennett)
รสวรรณ พึ่งสุจริต ถอดความ
สำนักพิมพ์ โฟร์ เล็ตเตอร์ เวิร์ด 4-leter word
ภายในช่วงเวลาประมาณ 3 อาทิตย์ ซื้อหนังสือวรรณกรรม / ชีวประวัติ ภาษาอังกฤษมาไม่ต่ำกว่า 60 เล่ม เหลือเงินกลับบ้านไม่ถึงร้อยบาท เสร็จแล้วกลับมาอ่านเล่มที่ค้างไว้ต่อ คือ “ราชินีนักอ่าน”
“ราชินีนักอ่าน” อ่านคู่กับเล่มเรื่องสั้นซีไรต์ลาว “กู้หน้า กู้หนวด”ที่ตลกดี อย่างที่คนแปล คุณ รสวรรณ พึ่งสุจริต ว่าไว้ คนอ่านหนังสือบางคนชอบอ่านเรื่องเกี่ยวกับคนรักการอ่านหนังสือด้วยกัน ปกติเจอเล่มแนวนี้ทีไรต้องหาอ่านทุกที นี่ว่าไว้ควรจะจดไว้เป็นลิสต์เหมือนกัน เพราะทำไปทำมานิยายแนวนี้ชักจะมีเยอะ และเราคงพอเป็นแนวร่วมกันได้ เพราะเลือกอ่านเองโดยไม่ได้มีปูมหลังการเรียนหรือครอบครัวรักอ่าน ที่หาอ่านหาซื้อก็สุ่มไปเรื่อยเปื่อย ไม่ชอบตามลิสต์ตามโพย แล้วมันสนุกได้รสชาติดีกว่าเชื่อใคร
นิยายเล่มบาง ๆ นี้เป็นเกี่ยวกับพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษที่ตกหลุมรักในการอ่านหนังสืออย่างไม่คาดฝันมาก่อน ทรงพัฒนาจากการอ่านเบื้องต้น ไปสู่การอ่านหนังสือเล่มยาก ๆ ของ มาร์แซล พรูสต์ (พระองค์มองว่าการจุ่มเค้ก-ขนมมาดเดอแลง-ในน้ำชา-ฉากคลาสสิกในเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมาก) และหนังสือของ คอมป์ตัน เบอร์เน็ตต์ ทรงอ่านซ้ำจึงชอบ (ซื้อดองไว้ชาติที่แล้วยังไม่ถึงคิวอ่านเสียที) แต่ที่สำคัญที่ตัดสินใจซื้อเล่มนี้ เพราะเอ่ยถึง ฌอง เฌเน่ต์ (Jean Genet) นักเขียนเกย์หัวแรงที่เคยทำหนังด้วย (เคยดูหนังเงียบเรื่อง Un Chant d’ Amour โจ่งแจ้งอย่างเหลือเชื่อว่าทำออกมาได้ตั้งแต่สมัยหนังเงียบขาวดำ) แต่ดูเหมือน อลัน เบ็นเน็ตต์ คนแต่งก็น่าจะเป็นเกย์เหมือนกัน เคยดูหนังที่เขาเขียนบทคือเรื่อง Prick Up Your ears ส่วน Madness of King George ไม่ได้ดู แต่เคยซื้อบทหนัง A Private Function (รูปแรงมากเป็นแนวตลกร้ายผสมมาโซคิสม์) กับแผ่นดีวีดี Talking Heads ที่เขาว่าเป็นโมโนล็อกยาว ๆ ของนักแสดงละคร ก็เลยยังไม่ได้ดูเสียที
คือราชินีในเรื่องถูกกีดกันจากการอ่าน อิสระเสรีเพียงอย่างเดียวของพระองค์ที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นผู้เป็นคน จนข้าราชบริพารรู้สึกว่าทรงละเลยงานการ มัวแต่ทรงพระอักษร พอถามนายก ถามผู้บริหารประเทศที่เข้าเฝ้าแทบทุกคนไม่รู้จักงานเขียนของนักเขียนระดับตำนานเหล่านี้ สถานะของนักเขียนศิลปินที่น่าเศร้าซึ่งถูกมองข้ามเสมอจากผู้บริหารงานใหญ่
ข้อความในหนังสือที่น่าสนใจมีมากมายตามต่อไปนี้:
เสน่ห์ของการอ่านอยู่ที่ความเป็นกลางของมัน มีบางอย่างที่สูงส่งในเนื้อวรรณกรรม แต่หนังสือไม่ได้สนใจว่าใครอ่านมันอยู่ หรือว่าเราอ่านมันหรือไม่ นักอ่านทุกคนเท่าเทียมกัน รวมทั้งพระองค์ด้วย พระองค์ทรงคิดว่าวรรณกรรมคือเครือจักรภพอังกฤษ แต่งานเขียนคือสาธารณรัฐ......สาธารณรัฐแห่งงานเขียน
หนังสือไม่มีการโอนอ่อนผ่อนตาม นักอ่านทุกคนเท่าเทียมกัน
ตอนที่ยังทรงพระเยาว์ เรื่องที่ทำให้พระองค์ทรงตื่นเต้นมากที่สุดก็คือ คืนวันฉลองชัยชนะของฝ่ายพันธมิตร ตอนนั้นพระองค์และพระขนิษฐาต่างทรงชักชวนกันหนีออกจากประตูพะราชวัง เพื่อไปร่วมฉลองกับฝูงชนโดยที่ไม่มีใครจำได้ เหตุการณ์นั้นมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกับการอ่านหนังสือ มันไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนาม มันถูกแบ่งปัน มันเป็นของร่วมกัน พระองค์ผู้ทรงมีพระชนม์ชีพแยกจากมันมาโดยตลอด กลับพบในตอนนี้ว่าทรงโหยหามันเหลือเกิน ตรงนี้เอง ในหน้าหนังสือพวกนี้ ที่อยู่ระหว่างปกหนังสือเหล่านี้ที่พระองค์สามารถเสด็จท่องไปโดยไม่มีใครจำได้
ความสงสัยและการตั้งคำถามกับพระองค์เองเช่นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อใดที่พระองค์ทรงก้าวข้ามจุดนี้ไปได้ นั่นเองจะเป็นจุดสิ้นสุดที่ทำให้เห็นว่าความอยากทรงพระอักษรจะไม่เป็นเรื่องแปลกอีก และหนังสือที่พระองค์ทรงเคยหยิบขึ้นมาทรงพระอักษรอย่างระมัดระวังนั้นก็จะค่อย ๆ กลายเป็นส่วนสำคัญของพระองค์ไปในที่สุด
มีมุขตลกเกี่ยวกับหนังสือที่ราชินียืมห้องสมุดมาอ่านแล้วหมาในวังชอบกัด อย่างหนังสือของ เอียน แม็คอีวาน (Atonement) หรือ เอ เอส ไบแอ็ต (Posession)
และหนังสือที่คนสนิทซึ่งเป็นเกย์แนะนำให้ท่านอ่าน
“ฝ่าพระบาทน่าจะทรงพระอักษรงานเขียนของ คิลเวิร์ท พระพุทธเจ้าข้า” นอร์มัน กราบทูล
“เขาคือใครรึ”
“บาทหลวงในศตวรรษที่สิบเก้าพระพุทธเจ้าข้า เขาอาศัยอยู่บริเวณชายแดนที่ติดกับเวลส์ ชอบเขียนไดอารี่ ทั้งยังชอบเด็กผู้หญิงด้วยพระพุทธเจ้าข้า”
“อ้อ” องค์ราชินีรับสั่ง “อย่างนี้ก็เหมือนกับ ลิววิส แครอล สิ”
“แย่กว่าพระพุทธเจ้าข้า”
“ตายจริง อย่างนั้นเธอช่วยหาไดอารี่พวกนี้มาให้เราอ่านหน่อยได้ไหม”
* (เป็นที่รู้กันว่า ลิววิส แครอล คนแต่ง Alice in Wonderland เป็นคนขี้อาย ชอบสนิทสนมคลุกคลีกับ เด็กผู้หญิง และถ่ายรูปพวกเธอด้วย) *
แล้วในเล่มที่บอกว่าฝ่าพระบาททรงโปรดงานเขียนของชนกลุ่มน้อย เช่นใครบ้าง
วิกรัม เสธ กับ ซาลมัน รัชดี
เซอร์เควิน ข้าราชบริพารคนสำคัญ ทูลแย้งพระองค์ว่า
“การอ่านคือการตีตัวห่างออกจากสังคม คือการทำให้ตนเองไม่มีเวลาว่าง คนเราน่าจะรู้สึกคุ้นเคยกับมัน ถ้างานอดิเรกนั้นมีความเห็นแก่ตัว......น้อยกว่านี้
“วรรณกรรมในความคิดของเรา คือประเทศอันแสนกว้างใหญ่ ที่เราไม่เคยเดินทางไปถึงพรมแดนของมัน”
“การอ่านทำให้คนเรานุ่มนวลขึ้น ในขณะที่การเขียนส่งผลในทางตรงกันข้าม การจะเขียนหนังสือได้นั้น คุณต้องทั้งแกร่งและอดทน”
“ข้าพระพุทธเจ้าเคยได้แต่คิดว่า” นายกรัฐมนตรีทรงกราบทูล “ฝ่าพระบาททรงอยู่เหนือวรรณกรรม”
“เหนือวรรณกรรมรึ” องค์ราชินีตรัส “มีใครอยู่เหนือวรรณกรรมบ้าง ท่านก็อาจจะพูดได้เหมือนกันว่าเราอยู่เหนือมนุษยชาติ แต่อย่างที่เราพูดไว้นั่นล่ะว่า วัตถุประสงค์ของเรามิใช่งานวรรณกรรมเป็นหลัก มันคือการวิเคราะห์และใคร่ครวญว่าท่านนายกรัฐมนตรีทั้งสิบท่านพวกนั้นเป็นอย่างไร”
“..บางครั้งเราคิดว่าตัวเองเป็นเทียนหอม มีหน้าที่ส่งกลิ่นหอมให้กับระบบการปกครอง หรือไม่ก็ระบายอากาศให้กับนโยบายต่าง ๆ ระบอบกษัตริย์ในสมัยนี้ก็เป็นเพียงแค่น้ำหอมปรับอากาศที่ได้รับการรับรองโดยคณะรัฐบาลเท่านั้น”
แต่ประโยคในเล่ม ‘ราชินีนักอ่าน’ ที่โดนสุด ๆ คือ
“เราแน่ใจว่า ท่านรู้ว่า ยากนักที่หนังสือจะก่อให้เกิดการกระทำใด ๆ ขึ้นมา โดยทั่วไปหนังสือแค่ช่วยยืนยันในสิ่งที่ท่านตัดสินใจไปแล้วเท่านั้น ถึงท่านจะไม่รู้ตัวก็ตาม ท่านหันไปหาหนังสือก็เพราะมันเหมือนเป็นสิ่งที่สนับสนุนความตั้งใจของท่านเท่านั้น ถ้าจะพูดกันตามเนื้อผ้า หนังสือคือสิ่งที่ปิดหนังสือด้วยกันเอง”
17.6.54
My Sassy Book ตอน 34: An Empty Room: Stories โดย Mu Xin
หนังสือเล่มเล็ก (ไซ้ส์เดียวกับหนังสือแปล Haruki Murakami ฉบับของญี่ปุ่น) Mu Xin นักเขียนที่จัดได้ว่าโนเนม (แถมยังเป็นคนจีนอีก) กับปกที่อยู่ระหว่างเรียบ จืด หรือเก๋เงียบ ๆ เออ จะซื้อดีไหม พลิก ๆ ดูหน้าปกหลังปกแทบไม่บอกอะไรเลย แต่ชอบรูปเล่มแบบนี้ เอาน่ะ ควักตังค์จ่ายกับอีกเล่มนิยายที่คนฟิลิปปินส์แต่ง (ซึ่งดูเหมือนจะหนักการเมือง) นี่ตูข้าคงบ้าไปแล้วเนี่ยและอีกครั้งที่โชคดีตีแจ๊คพ็อต อ่านจบเล่มโดยเร็ว และถึงกับคิดแปลด้วยซ้ำ (บ้าไปใหญ่แล้ว) Filmsick น่าจะได้อ่าน หมอนิลน่าจะได้พิมพ์
หมู่ซิ่น ชื่อนักเขียนไม่รู้ว่าอ่านชื่อแบบนี้ไหม จำได้ว่ามีนักเขียนรุ่นเก่าชื่อ หลู่ซวิ่น กับอีกคน เหลาเส่อ แต่ช่างเหอะ ของดีจริงไม่ต้องการคำขยาย แค่ต้องการคำอธิบายดี ๆ ซึ่งเราไม่สามารถพอ (เอาเข้าไป)แต่ หมู่ซิ่น นี่เข้ากับบล็อกนี้ดีกว่าเขียนถึงคนอื่นอีก เพราะเขาทั้งทำงานวรรณกรรม เป็นกวี เป็นศิลปินวาดรูป แล้วยังเป็นนักดนตรีด้วย อาจดูจับฉ่ายสำหรับบางคน แต่ลำพังเฉพาะงานเขียนที่หาอ่านได้เล่มเดียวในภาษาอังกฤษ ต้องขอบอกว่าที่สุดของที่สุด ส่วนภาพจิตรกรรมนั้นมีตัวอย่างให้ดูในอินเตอร์เน็ต รายละเอียดทางภาพคงบอกได้ยาก เพราะมันคงห่างจากประสบการณ์ชมจริงเยอะ แต่สื่อในอเมริกาเขามองว่ามีความสัมพันธ์สอดรับกับงานวรรณกรรมอย่างสำคัญ
มุมมองของ หมู่ซิ่น นั้นละเอียดอ่อนอย่างเหลือแสน แบบหาตัวเปรียบแทบไม่เจอ โดยเฉพาะงานของฝรั่ง (ส่วนเอเชีย หนังสือของ รพินทรนาถ ฐากูร ที่ใกล้กันบ้างในความเป็นมนุษย์นิยมก็ยังไม่ใกล้เคียงเพราะหนักมือกว่าในตัวสารและวิธีสอน) ทั้ง ๆ ที่เรื่องสั้นส่วนใหญ่ในเล่ม (ซึ่งฉบับแปลอังกฤษนั้นย่อยมาจากฉบับจีน 3 เล่มเหลือเล่มเล็ก ๆ) นั้นแทบทุกเรื่องต้องมีอันเกี่ยวข้องถึงอดีตมืดหม่นช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ขนาดบางเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ยังทิ้งท้ายไปทางนั้นจนได้ ฟังดูเหมือนคำติแต่ที่แท้นี่คือคำชม เพราะเท่าที่เป็นอยู่คือไม่ใช่เรื่องเครียดหดหู่ กดดัน มุ่งสะท้อนสังคมการเมือง แต่เป็นการมองหรือพาดพิงถึงด้วยความไม่จงเกลียดจงแค้น เหมือนการมองอดีตกลับไปอย่างพิศวงกึ่งเข้าอกเข้าใจ คล้ายแค่ทอดถอนใจยาวซึ่งตามมาด้วยการยอมรับ แบบไม่ขื่นขม (bitter) เต็มคำ และแน่นอนไม่ bittersweet
ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ หมู่ซิ่น เกิดขึ้นกับชาวเราแถวนี้ หรือคนอย่าง วสันต์ สิทธิเขตต์ ก็แน่นอนผลจะออกมาโหวกเหวกโวยวายสุด ๆ แบบไม่เหลือร่องรอยให้คงความสงบสยบความเคลื่อนไหว ทำนิ่งทำเซ็นอะไรนั่น เพราะมันคงง่ายกว่าที่เราจะแสดงความจงเกลียดจงแค้น หรือความฉลาดในการแก้ปัญหา หรือความกล้าลวงโลกของเราให้โลกประจักษ์ แต่ไม่เลย โลกเราน้อยนักที่จะมีเวลาให้เราทันแสดงบทฮีโร่คิ๊กแอส หรือต่อให้มีเวลาเราก็คงเลือกไม่แสดงในท้ายสุด ถ้างั้นไม่ง่ายกว่าหรือที่จะยอมรับเสียแต่แรกว่า เราก็คงเป็นอีกคนที่เงียบ ก้มหน้าก้มตายอมรับสิ่งที่อำนาจเบื้องบนกำหนดลงมาแต่ยอมรับทางกิริยา ไม่ได้หมายความถึงจิตใจและสติในการตั้งคำถามถึงความไร้สาระนานับประการที่เกิดขึ้นรอบตัว กับอัตลักษณ์ของตัวเองที่ต้องตอบโจทย์ดีงามของภาครัฐ และจะหาใครที่ช่างสังเกตเปรียบเปรยความงามหลายสิ่ง ขณะที่ความโกรธกำลังกระหึ่มทั้งในใจและรายรอบ
หมู่ซิ่น เหมือนคนทำหนังเก่ง ๆ อย่าง ริวอิจิ ฮิเดกิ (Ruichi Hideki) ที่มองเห็นท่วงท่าของแสงที่เคลื่อนตัวอยู่รายรอบตัวเรา มาตรว่าบางคนอาจกล่าวหาว่ามันคล้ายการนิ่งดูดายชะตามนุษย์ แต่ท้ายสุดมันฉายให้เห็นความบางเบาไร้สาระและสัจธรรมที่น่าทึ่ง กระทั่งสวยงามในบางมุม หรือกระทั่งขำได้ในบางเรื่อง (โดยเฉพาะในเรื่องสั้นชื่อ Halo ที่เริ่มเรื่องเหมือนบทความวิเคราะห์แนวศิลปะประเพณีที่นิยมวาดรัศมีรอบเศียรสักการะทางศาสนา แต่กลับลงท้ายที่ภาพของกลุ่มคนคุกในมุมมองใหม่)
ที่บอกว่าเป็นเรื่องสั้นเอาเข้าจริงก็ไม่ตรงคำอธิบายซะทีเดียว หน้าปกเขียน stories ไม่ใช่ short stories ส่วนในเล่มเขามีคำนิยามเฉพาะในภาษาจีนว่า sanween ที่เป็นการเขียนซึ่งแกว่งอิสระไปมาระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง คือในเรื่องเดียวกันสามารถครอบคลุมได้ทั้งรูปแบบของเรื่องสั้น คำปรารภรำพึง บทบันทึก บทพินิจชีวิต บทกวี รำพันนิราศ ว่ากันว่า หมู่ซิ่น รวมลักษณะ sanween ดังว่ารวมเข้ากับลักษณะขนบวรรณกรรมแบบ bildunsroman ที่รับต้นตอมาจากวรรณกรรมเยอรมันซึ่งเน้นการเดินทางค้นพบโลกรอบข้าง ผ่านมุมมองของ “ข้าพเจ้า” (I) ในคำแนะนำท้ายเล่มเขาบอกว่าหมู่ซิ่นรวมความชอบทั้งนักเขียนจีนรุ่นดึกดำบรรพ์เข้ากับความชื่นชอบวัฒนธรรมและศิลปะตะวันตก อย่างงานเขียนของ รุสโซ่, นิทเช่อ, อีเมอร์สัน และ ม็องแตญจ์เรื่องแบบเขามันไม่ใช่เรื่องที่เล่าพล็อต ไม่ยึดติดกับเนื้อเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นการสังเกตการณ์สำแดงรายละเอียดที่ผู้เขียนเคยพบมาหรือจำได้จากอดีต ลีลาเขียนแบบย่างเบาสบายบนพรมหญ้าเหมือนคนกำลังพาเดินชมสวน ที่จริงเรื่อง Tomorrow, I’ll Stroll No More ก็ยิ่งเหมือนการเดินชมสวนอยู่แล้ว เพราะหมู่ซิ่น เขียนตอนที่เขาไปพักอยู่อเมริกาในเขตควีนส์ แต่จากการเดินเล่นละแวกถนนเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ไม่มีใครรู้จักใคร หน้าบ้านสะอาดเกลี้ยงเกลาแต่ไร้ร่องรอยชีวิต ทำให้เขารู้สึกผิดแปลกที่มาเดินทอดน่อง ขณะเดียวกับที่หวนคิดไปถึงบ้านเกิดในเมืองจีน ฉงนสนเท่ห์ว่าทำไมดอกไม้พันธุ์เดียวกันในคนละถิ่นฐานจึงสามารถแตกต่างกันบ้างทางกลิ่นหรือรูปลักษณ์ การที่คนเราให้ความสำคัญในการไล่ตั้งชื่อพันธุ์ไม้แบบต่าง ๆ และชื่อดอกไม้บางชนิดที่เขานึกออกเฉพาะในภาษาจีนแต่นึกไม่ออกเป็นภาษาฝรั่ง
รูปแบบการเล่าที่เหมือนเรื่อย ๆ เรียง ๆ นี่แหละที่ร้ายนัก เพราะมันน่ากลัวที่มันไม่ได้ซ่อนระเบิดปรมาณู แต่ซ่อนอณูอารมณ์ซึ่งสั่นไหวเพียงน้อย ซึ่งสายตาเปล่าจับไม่ติด และมันมหัศจรรย์นักที่นักเขียนคนหนึ่งนั้นสามารถร่ำรวยทางภาษา และลีลา พอจะทำให้เกิดการเขย่าปลุกอณูใจได้ในความยาวเรื่องละไม่กี่หน้า
บางทีการที่เขาเคยถูกจองจำในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมกระมัง ทำให้เขาค้นพบวิธีพูดน้อยในพื้นที่สั้น ๆ ได้มีประสิทธิภาพ ว่ากันว่าคนพวกนั้นมอบกระดาษให้นักโทษแต่ละคนเขียนคำสารภาพบาปแสดงความสำนึกผิดในสิ่งและวัฒนธรรมนอกรีตที่เขาหรือใครสนใจ ในกรณีของ หมู่ซิ่น สิ่งนั้นก็เป็นการฝักใฝ่สนใจในศิลปะตะวันตกนั่นเอง หมู่ซิ่น เรียก เลโอนาร์โด ดาวินชี่ ว่า “เป็นครูคนแรก ๆ ” เขาแอบซ่อนกระดาษ 60 กว่าแผ่นเพื่อแอบเขียนบันทึกความบอบช้ำในยามค่ำ นั่นทำให้เขาสามารถผ่านเวลานั้นมาอย่างเข้าอกเข้าใจและปล่อยวางได้มากกว่าศิลปินจีนอีกหลายคนที่มักจะพาดพิงถึงอดีตอย่างเคียดแค้น หมู่ซิ่น กล่าวถึงช่วงเวลานั้นว่า “ตอนกลางวันผมเป็นทาส แต่ยามดึกผมเป็นเจ้าชาย”
หากดูเผิน ๆ ลักษณะงานศิลปกรรมของเขาอาจเหมือนภาพจิตรกรรมจีนแบบม้วนขนาดเล็ก ซึ่งศิลปินมักนิยมวาดจิตรกรรมแนวประเพณีรูปทิวทัศน์สวยงาม แต่ของ หมู่ซิ่น กลับเป็นเหมือนภาพนิมิตของศิลปินเองที่เคลือบฉาบด้วยหมอกเมฆครึ้ม ราวกับจะบอกว่าภาพงดงามในอีตจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิม และตัวภาพทิวทัศน์ก็ดูไม่เฉพาะเจาะจงดูไม่ออกว่าเป็นที่ไหน แม้ชื่อภาพจะระบุชัดว่าหุบเขาใด ย่านไหน และตั้งใจวาดอ้างอิงถึงแนวทางของศิลปะจีนคนไหน ยุคอะไร ซึ่งมักสะท้อนยุคอุดมคติที่มีชุมชนศิลปินหัวก้าวหน้า รักความยุติธรรม และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติมากกว่าปัจจุบัน ลักษณะภาพเบื้องหน้าอาจดูเป็นจีนหรือเป็นตะวันออกสูง แต่รายละเอียดในการลงสีและรายละเอียดฉากหลังดูเหมือนจะได้รับทางศิลปะตะวันตกมาด้วย ดังที่มีผู้สังเกตโดยเปรียบเทียบกับฉากหลังของภาพ โมนาลิซ่า กับภาพภาพหนึ่งของหมู่ซิ่น ทำให้ชวนคิดว่า เคยมีใครโยงภาพเข้ากับภาพศิลปินเยอรมันยุคนี้อย่าง อันเซล์ม คีเฟอร์ (Anselm Kiefer) บ้างไหม เพราะ คีเฟอร์ ชอบทำภาพให้หมองเก่าโยงใยถึงประวัติศาสตร์ชาติด้วย แต่อาจหนักมือทางใส่ตัวหนังสือ หรือวัสดุ และแฝงความโกรธเกรี้ยวเฉพาะตัวมากกว่านี่คือผลงานของคนที่เป็นมนุษย์นิยมในหัวใจ ไม่ใช่แค่เปลือกหรือการทำท่า ลักษณะการเขียนที่ดูกว้างขวางพลิกแพลงจากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง เป็นไปได้ไกลกว่าการตั้งสมการมนุษย์แบบชาญฉลาดของ มิลาน คุนเดอร่า (Milan Kundera) และแม้ว่างานแบบ คุนเดอร่า จะดีเยี่ยมอย่างไม่อาจปฏิเสธ แต่หากเทียบกัน คุนเดอร่า ก็ยังคงยโสอยู่ในหอคอยงาช้างมากกว่าจะยอมเดินรับฝุ่นอย่างที่ หมู่ซิ่น สามารถเป็น
My First Mister
เรื่องนี้คงเป็นหนังเชย ๆ สำหรับหลายคน แต่ข้าพเจ้าดูแล้วน้ำตาตก My First Mister (ชื่อไทยของบริษัทวีซีดี : สองวัยดวงใจเป็นหนึ่ง) หนังปี 2001 ของผู้กำกับ Christine Lahti (คนที่เคยเล่นบทคุณป้าคิดต่างใน Housekeeping ของ Bill Forsyth) เสียดายว่า คริสตีนทำหนังใหญ่เรื่องนี้เรื่องเดียว (อีกเรื่องเป็นหนังสั้นและหนังทีวี 1 ตอน) เรื่องนี้มี Albert Brooks แสดงกับ Leelee Sobieski เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศหรือผลประโยชน์ หนูลีลี่เล่นเป็นสาว Goth แต่งดำ เจาะรูทั้งลิ้น หน้า จมูก (แต่ไม่เจาะหู) พล็อตเรื่องไม่หนีสูตรสำเร็จ แต่ดูบรรจงประณีตและจริงใจ หนังแบบนี้เสียดายที่ถูกมองข้ามอยู่เรื่อย ๆ เพราะไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ แล้วก็ไม่ได้ดูกระตุ้นต่อมปัญญาอะไร
Triple Bill หนังควบสาม
3.6.54
ผู้หญิงในหนังของ ริวอิจิ ฮิโรกิ (Ryuichi Hiroki)
เลือกแผ่นดีวีดีมาเพราะปก ไม่นึกว่าจะได้เจอของดี หนัง 3 เรื่องนี้แหละที่อยากให้เป็นต้นแบบของหนังร่วมสมัยซึ่งแทบสัมผัสได้ในการเคลื่อนตัวของแสง และเส้นรุ้นเส้นแวงแห่งอารมณ์เร้นที่เกินเอื้อนเอ่ยเรียกว่าจะไม่แลกโอกาสได้ดูหนังแบบนี้ หรือหนังแบบ "ที่รัก" ของ ศิวโรจณ์ คงสกุล กับหนังแบบ อากิระ คุโรซาว่า, คิทาโน่ หรือ มิอิเกะ เด็ดขาด แม้ว่าเราจะชอบหนัง คุโรซาว่า บ้างบางเรื่องก็เถอะ
ตอนแรกได้ดูเรื่องนี้ก่อน Kimi no Yubisaki (きみのゆびさき / เพียงปลายนิ้วของเธอ) ของ Hiroshi Ishikawa ตอนแรกดูก็ไม่รู้ว่าเป็นหนังสั้น เห็นมีแต่สองสาวเดินไปเดินมาบนดาดฟ้าตึก ฝนตกพรำ ๆ ก็หิ้วร่มวิ่งไปที่ทะเล คุยกันจุ๊กจิ๊กริมหาด เหมือนกับว่าอีกคนกำลังจะย้ายไปอยู่โรงเรียนอื่น แต่ดูมีนัยยะอะไรผูกพันอะไรที่ยังพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ละมุนละไมโคตร
อ้าว กำลังดูเพลิน ๆ ดันจบเสียได้ เรื่องนี้มีสองสาวดาราวัยรุ่นยอดนิยม คือ Maki Horikita กับ Meisa Kuroki (สาวผิวคล้ำจากโอกินาว่าคนนี้เล่นหนังแอ็คชั่นเรื่อง Assault Girls ของ Mamoru Oshii (Ghost in the Shell) ในดีวีดีมีเบื้องหลังถ่ายทำ มีบทสัมภาษณ์สองสาว เสียดายฟังไม่ออก ไม่มีซับอังกฤษ แต่ทำเก๋ตรงที่มานั่งเก้าอี้แบบในห้องเรียนอยู่หน้าห้อง หันหลังให้กระดานดำ และหันหน้าตรงเข้าหากล้อง มีช่วงหนึ่งในการสัมภาษณ์ที่ Maki ลุกมาเขียนชอล์คบนกระดาน น่ารักดี
ถัดจากนั้นไม่กี่วัน จากดีวีดีที่ซื้อในวันเดียวกัน ดูเรื่อง Love on Sunday: Last Word (หนังปี 2006) มี Maki Horikita นางเอกจากเรื่องนั้นมาเล่น
เธอเล่นเป็นสาวที่ใกล้จะตายเลยเขียนจดหมายทิ้งไว้ ขอพ่อกลับไปหวนหาอดีตที่บ้านเก่า กลับไปหาผู้ชายที่เธอเคยรัก ผู้ชายคนนี้ก็ต้อนรับขับสู้เธอดี แต่หัวใจเขาไม่คิดอะไรอื่นไกล เพราะไปอยู่กับคนที่ใกล้กว่าคือผู้หญิงมีลูกมีผัวแล้ว หนังเด่นมากตรงที่สะท้อนชีวิตเรียบ ๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากนักที่บ้านนอก แล้วก็ให้ภาพนางเอกที่ไม่ใช่คนดีนักหนา เพราะเธอเริ่มออกลายร้ายเงียบ เพราะเธอไม่ได้ดั่งใจหวัง หนังอาจจะดราม่ารุนแรงกว่านี้ได้ แต่สุดท้ายนางเอกก็เป็นคนธรรมดาไม่ได้ดีชั่วอะไรพิเศษ สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ตีโพยตีพายบอกใครด้วยซ้ำว่าใกล้จะตายอยู่รอมร่อ แต่ฉากบนรถเมล์ที่เธอไล่ยาวโมโนล็อกนั่นแหละ คนดูหลายคนขอตายแทน
เรื่องนี้จิ้งหรีดญี่ปุ่นที่ปกติทำงานดีแล้ว ยิ่งร้องดีเข้าไปอีก เหมาะกับหนังมากขึ้นกว่าหนังญี่ปุ่นทั่วไป
ดูแล้วทึ่งกับการกำกับนักแสดงและบรรยากาศ ทำให้สะดุดชื่อผู้กำกับขึ้นมา คือ ริวอิจิ ฮิโรกิ (Ryuichi Hiroki - 廣木 隆) โชคดีเหลือเกินว่าจากดีวีดีที่ซื้อมาในล็อตเดียวกันมีหนังของคนนี้อีกเรื่อง เลยรีบดูซะ
Girlfriend: Someone Please Stop the World (หนังปี 2004) หนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสองสาว สาวคนหนึ่งมีพรสวรรค์ทางถ่ายภาพแต่ชอบเมาเละ และมักตื่นมาพบตัวเองนอนกับชายแปลกหน้า อีกคนหนึ่งติดใจว่าพ่อของเธอทิ้งเธอไปตอนเด็ก จนเธอได้พบเขาอีกและลังเลว่าจะเผชิญหน้าคุยกับเขาดีไหม หนังง่ามแง่อยู่ระหว่างความสัมพันธ์ของคนถ่ายกับคนถูกถ่ายที่เกือบจะเป็นคู่เลสเบี้ยน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสัมพันธ์ที่งดงามในแสงเงาเกินกว่าจะนิยามขอบเขต
เหมือนชีวิตสองสาวนี้ก็มีความสุขดี ไม่ได้ลำเค็ญเหลือแสน การอยู่โดยไม่มีพ่อมันก็อยู่ได้ มันไม่ทำใครตายสักกะหน่อย ส่วนสาวตากล้องก็ไม่ได้ถูกทารุณหรือกดขี่ชีวิต อย่างน้อยคนก็รับรู้ในฝีมือและได้ทำงานในแบบที่อยากทำ (หรือใกล้เคียง) มันก็แค่คนสองคนที่พบคนที่ถูกคอถูกใจช่วยถมถางความโหวงเหวงในใจ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะต้องเกี่ยวกับเซ็กส์เสมอไปอย่างที่คนดูหนังเราจะคุ้นเคย แม้แต่ในฉากถ่ายแบบเปลือยของช่างภาพ-โมเดล (ที่ชวนนึกถึงฉากของ Juliet Binoche กับ Lena Olin ใน Unbearable Lightness of Being - แต่เรื่องนี้คนละอารมณ์กัน) มันก็ให้เข้าใจอุณหภูมิอารมณ์ของสองสาวที่เปิดเผยสีสันในใจใต้ผิวหนังได้ดีขึ้น ละเอียดอ่อนดีเหลือเกินทำหนังแบบนี้ ถึงแม้ตอนดูจะงงนิดหน่อย เหมือนมีทั้งแฟลชแบ็คและแฟลชฟอร์เวิร์ด ปรับสมองตามไม่ทันในช่วงแรก แต่เรื่องอารมณ์คนแสดงและการกำกับมือหนึ่งเลยแหละ
หนังสองเรื่องนี้ทำให้รู้สึกว่าผู้กำกับ ริวอิจิ ฮิโรกิ ทำหนังเกี่ยวกับผู้หญิงเก่ง วางมือละเมียดละไมแบบชีวิตธรรมดาที่ดูจริงซึ่งหาได้ยากในหนังญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่จะละเมียดแบบบีบซึ้งเสียมากกว่า
พอค้นข้อมูลดูยิ่งทึ่งว่า ริวอิจิ เคยทำหนัง Pink Film มาก่อน (เพิ่งเห็นว่าเคยทำ 1 ในหนังสั้นอีโรติกผู้หญิงปี 2005 ชุด Female – หนังชุดนี้เคยดู แต่ไม่รู้ว่าเขาทำตอนไหน?) แล้วเขาก็ทำหนังหลายแนว ตั้งแต่ April Bride, Vibrator, Tokyo Trash Baby, M (I Am an S+M Writer), New Type: Just for your Love หรือกระทั่งหนังสารคดี ออกจะมีหนังหลายเรื่องที่รุนแรงพอสมควร แต่ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวแรงสุดโต่ง หวานเย็น หรือเรียบง่าย ดูเหมือนเขาพอจะเข้าใจสิ่งแวดล้อมที่กดผู้หญิง และถ่ายทอดได้ถึง ไม่ขนาดเจาะลึกแบบหนัง Eric Rohmer, R.W. Fassbinder หรือ Ingmar Bergman หรอก แต่ก็นับว่าเหนือชั้นมาก พูดจริง ๆ แล้วชอบแบบนี้มากกว่า คนส่วนใหญ่เขาไม่ถกจิตวิญญาณหรือดราม่าเกลียดกันลึก 34 ชั้นแบบหนังฟาสบินเดอร์ หรือ เบิร์กแมน หรอก
เจอบทสัมภาษณ์ Ryuichi Hiroki น่าสนใจที่นี่ http://www.vertigomagazine.co.uk/showarticle.php?sel=bac&siz=1&id=649
ในเรื่อง Love on Sunday: Last Word ริวอิจิ บอกว่า Maki Horikita นางเอกทีนไอดอลคนดังมีตารางเวลาให้ถ่ายหนังแค่ 1 อาทิตย์ เขาก็เลยรีบทำหนังแบบเรียบง่ายที่สุด ใช้โลเกชั่นเดียว ตอนหลัง มากิ สบายใจในการทำงานมาก เลยเพิ่มเวลาให้ถ่ายได้อีก 3 วัน




.bmp)