25.6.52

My Sassy BookVirus ตอน 13 : รวมเรื่องสั้น Fever ของ J. M. G. Le Clezio

BookVirus หนังสือชวนอ่านตอน 13

Fever ของ J. M. G. Le Clezio ลื้อทำอั๊วไข้ขึ้น

อ่านเรื่องสั้น Fever ของ J. M. G. Le Clezio แล้วก็อดคิดถึง L'Étranger ของ Albert Camus ขึ้นมาตระหงิด ๆ แนวการบรรยายความร้อนระอุที่ทำให้ภูเขาอารมณ์ทะลักทะลาย มนุษย์มนาตาลายนี่ไปกันได้ทีเดียว แต่ของ J. M. G. Le Clezio นี่หลายๆ ตอนเหมือนเสริมด้วยแว่นขยายที่ส่องไปบนพื้นผิวจิ๋ว ๆ ทุกชนิด ขยายกันขึ้นมาเหมือนโบลว์ซีร็อกซ์นับล้านเท่า พาตัวหนังสือไปจากความสมจริงละเอียดลึกเข้าไปสู่ภาพฝันฟุ้งได้ในชั่วพริบตา แถมด้วยเลนส์ไวด์แองเกิลแบบฟิชอายเข้าไปอีก แต่ไม่ใช่ว่าจะเหมาะทำเป็นหนังหรอกนะ ตรงข้ามเลยต่างหาก

อันที่จริงเนื้อเรื่องก็มีนิดเดียวเหมือนความจำเจในชีวิตของสองผัวเมียที่เหมือนชีวิตเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ เพียงแต่ใครจะล่วงหน้าไปสู่ความทะลักล้น หรือเน่าเปื่อยผุพังไปก่อนเท่านั้น พี่แกเล่นบรรยายละเอียดกว่าเทคนิคสโลว์โมชั่นหรือสต็อปโมชั่นสียอีก ขนาดเล่นอธิบายความเป็นไปของเหรียญ ของธนบัตร ฟุตบาธทุกอย่างที่เท้าคนผ่านทาง สายตากวาดถึง แถมขยายตูมมันเหมือนระเบิดฮิโรชิม่า มันเป็นความวิปริตใต้พื้นผิวที่แสน ordinary แสน surreal บรรยายความอย่างพิลาศพิไลอลังการเหลือเกินพับเผ่ย บางทีอิทธิพลพวกฝรั่งเศสแบบที่เน้นรายละเอียดนี้คงจะมาจากพวก Marcel Proust กระมัง ยกตัวอย่างให้มันโก้ ๆ ไปยังงั้นแหละ ไม่คิดจะอ่านหรอก In Search of Lost Time ระหว่างนี้ขอ wasted time กับวรรณกรรมร่วมสมัยก่อนล่ะพะยะค่ะ บางทีชีวิตนี้ ขอแค่มีความสุขกับหนังสือแบบ Theory of Clouds ของ Stéphane Audeguy หรือ Last Evenings on Earth ของ Roberto Bolaño ก็พอ แต่ถ้าแบบ Cloud Atlas ที่สุดเสแสร้งทำตัวเป็นโมเดิร์นเก๊ๆ ของ David Mitchell น่ะ พอกันที

15.4.52

My Sassy Book ตอน 12: Cloud Atlas ปะทะ The Theory of Clouds

Cloud Atlas VS The Theory of Clouds
การประทะของสองหมู่เมฆา

บอกเล่าโดย filmvirus

เมฆาสัญจร
Cloud Atlas

สำนักพิมพ์มติชน
แปลโดย จุฑามาศ แอนเนียน

แน่แท้ว่า เดวิด มิทเชลล์ (David Mitchell) เป็นนักเขียนที่มีฝีมือ เต็มไปด้วยความอุตสาหะในการแสวงหาข้อมูลในแต่ละสมัย ไหนจะฝีมือการแปลไทยของผู้แปล รวมถึงการจัดทำเชิงอรรถลายเซียนซึ่งน่ายกย่องมาก แต่ท้ายสุดแล้วดูเหมือนว่านิยาย เรื่อง “เมฆาสัญจร” หรือ Cloud Atlas จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนเสียมากกว่า จำเป็นนักหรือที่ต้องมีตัวละครแออัดยัดทะนานเหล่านั้น (ว่ากระทั่งมนุษย์เทียมในโลกไซ-ไฟเกาหลี) ฝูงปฏิบัติการดาวกระจายที่ไม่ได้มีความลึกซึ้งในตัวเองมากมายเกินกว่าความขัดแย้งพื้นฐานทางหน้าที่ และ สำนึกชอบธรรม

ว่าไปแล้วมีอะไรบ้างในหนังสือปี 2004 เล่มนี้ที่หนังอย่าง Intolerance, Pulp Fiction และ La Jetée ไม่ได้ทำไปนานแล้ว และคิดดูเถอะว่าหนังเรื่องแรกเป็นหนังเงียบตั้งแต่ปี 1916 ที่ถ่ายทอดเรื่องเล่าความเสื่อมของมนุษย์ 4 ยุคสมัย 4 แผ่นดินที่มีความสอดคล้องกัน ส่วนหนังโคตระป๊อปปี 1994 อย่าง Pulp Fiction ก็ส่งเหล่ากุ๊ยข้างถนนให้รับส่งประเด็น (ที่ดูเหมือนไม่มีสาระหรือไร้จุดหมายได้อย่างแนบเนียนเหนือชั้น) ซ้ำยังไม่ act art เท่า “เมฆาสัญจร” เสียอีก แปลกไหม ทั้ง ๆ ที่ต้นกำเนิดของ Pulp Fiction ก็มีที่มาจากหนังสือขยะแนว pulp ไม่ใช่ Literature หรือ “วรรณกรรม” ชิงรางวัล Man Booker Prize

ส่วน La Jetée (ปี 1962) นั้นเล่าก็มีความยาวแค่ 28 นาทีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ใช้สมองทำประหยัดใช้เพียงภาพนิ่งขาวดำเกือบทั้งเรื่อง แต่ก็ยังกลายเป็นต้นแบบของหนังไซ-ไฟอย่าง 12 Monkeys และ “คนเหล็ก” The Terminator ให้คนทึ่งได้ถึงทุกวันนี้

ก็นะ ทั้ง ๆ ที่หนังได้รับศักดิ์ศรีเป็นรองวรรณกรรมอยู่ตลอดไม่ใช่ฤา แต่คุณ David Mitchell ก็ไม่ลังเลเลยที่จะยัดเยียดเรื่องเจ้าปานรูปดาวหางของ “เหล่าคนกลับชาติมาเกิด” เหล่านั้นมาเป็นระยะ ๆ หนำซ้ำยังพร่ำสอนศีลธรรมกระป๋องห่วงใยโลกเพื่อเรียกคะแนนกรรมการอีก

The Theory of Clouds
Stéphane Audeguy ประพันธ์
Timothy Bent แปลสำนวนอังกฤษ
สำนักพิมพ์ Harcourt

บางทีคงมีแต่คนยุโรปมั้งที่จะเขียนหนังสือแบบนี้ได้ และที่จริงอาจต้องเจาะจงไปอีกว่าต้องเป็นคนฝรั่งเศสเท่านั้น ถึงจะได้ผลงานที่ชอบโชว์ความเท่ของเท่ชนิดนี้ ก็จริงอยู่แหละที่วรรณคดีอย่าง The Canterbury Tales ของ Geoffrey Chaucer หรือ Don Quixote น่าจะเป็นต้นสายปลายธารของหนังสือซ้อนหนังสือพวกนี้ (เราจะลืมงานของ Italo Calvino, Jorge Luis Borges, Julio Cortazar, Paul Auster ไปได้ไง / อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับชื่อเหล่านี้ได้จากหนังสือ BookVirus เล่ม 1 และ 2)

ลักษณะลูกเล่นหลายอย่างใน The Theory of Clouds อดทำให้นึกถึง Jacques the Fatalist ของ Denis Diderot ไม่ได้ ยิ่งงานโชว์ฉลาดของ Milan Kundera ที่เขียนในฝรั่งเศส แล้วไหนจะวรรณกรรมของ Claude Mauriac, Georges Perec, Raymond Queneau, Alain Robbe-Grillet อีกล่ะ ที่ใกล้ตัวก็รายละเอียดในหนังลูกกวาดอย่าง Amélie ของ Jean-Pierre Jeunet ซึ่งดูจะทำให้ The Theory of Clouds นิยายของ Stéphane Audeguy นั้นมีกลุ่มญาติที่ค่อนข้างหลากหลายทีเดียว

หาใช่ว่า The Theory of Clouds จะเป็นงานคมขำแบบหนัง Amélie ก็หาไม่ ในการเป็นงานที่ผูกชะตากับผู้เล่าเรื่องที่ไม่ใช่ตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง ผู้บรรยายเรื่อง (คนแต่ง) น่ะแหละ ออกจะเฉยชากับชะตากรรมของตัวละครด้วยซ้ำ เป็นการสงวนท่าทีที่หมิ่นเหม่อยู่กับการเย้ยเยาะชะตาตัวละครอยู่รำไร แต่ขณะเดียวกันก็ไม่หนักมือขนาดใช้ตัวละครเป็นตัวอย่างหมากกลเพื่อพิสูจน์วงกตทางปัญญาของตัวเองแบบงานเขียนในฝรั่งเศส (ยุคหลังจากอพยพไปจากประเทศเชก) ของ Milan Kundera

นาย Stéphane Audeguy ออกจะทำตัวเป็นเพียงผู้บันทึกข้อมูลประวัติศาสตร์จริง (และประวัติศาสตร์เก๊) อย่างไม่แสดงอารมณ์ร่วม แต่บังเอิ้ญ เจ้าเอกสารประวัติศาสตร์ที่เขาเรียบเรียงนั้นช่างเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่ประหลาดล้ำ คาดเดาไม่ออก แถมนำคนอ่านไปตระเวนทั่วโลก ท่องขั้วเขตยะเยือก สุดแอกความเจริญ ตราบป่าร้อนชื้น ย่ำดิบดงมนุษย์

เทคโนโลยีและความรู้ของมนุษย์นั้นไม่ได้บ่งรากผลเพียงวันพรุ่ง หากแต่หยอดเมล็ดบ่มร่องตลอดระยะทางยาวนาน เฉกเช่นเดียวกับยานอวกาศหรือโคมไฟต้องเรียบเรียงสานต่อจากคนหลายชั่วรุ่น ความรู้เรื่องธรรมชาติอันลึกลับและงานศึกษาทางอุตุนิยมวิทยาย่อมไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ เพียงในรอบ 50 ปี หากเป็นพรั่งพวงของนักฝันต่างวัย ต่างรุ่น ต่างชนชาติที่พิศวงครุ่นคิด ฝันใฝ่ที่จะหยั่งถึงหมู่เมฆลึกลับจับต้องไม่ได้เหล่านั้น แล้วมันก็กลายเป็นความรัก ความผูกพัน (ซึ่งเป็นมากกว่าหน้าที่) ที่ขับเคลื่อนจินตนาการและความเจริญไปข้างหน้า

ในนิยายเล่มนี้เราจะได้พบต่างชีวิตต่างพันธุ์ที่หมกมุ่นกับการเฝ้ามองเมฆา มองหาความหมาย พยายามตั้งชื่อ- นิยามความ- บันทึกความแปรปรวนอันไม่แน่นอนของเหล่าเมฆาด้วยพู่กันและแคนวาส เพ่งส่องความสำคัญของสิ่งที่พระเจ้าและฟ้าประทานให้ เพื่อปรากฏในภาพฝัน ศิลปะและเอกสารทางวิทยาศาสตร์ (เหตุที่นโปเลียนต้องพ่ายแพ้สงครามเพราะละเลยดินฟ้าอากาศ) ความพยายามหมกมุ่นศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ของคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเศรษฐีนักสะสมชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ Akira Kumo และผู้ช่วยสาวชาวฝรั่งเศส Virginie Latour ความลุ่มหลงที่กลบเกลื่อนและปลอบประโลมปมอดีตของตัวเองจนเกือบมืดมิด

แม้ว่าตัวละครใน The Theory of Clouds จะคงความเป็นตัวละครมากกว่าตัวละครที่มีเลือดเนื้ออย่างแท้จริง แต่ในความยาวของหนังสือเพียง 266 หน้า (ภาษาอังกฤษ) เทียบกับตัวละครแบน ๆ ที่ความยาว 574 หน้า (ภาษาไทย) ของ “เมฆาสัญจร” เท่านี้ก็น่าจะอนุโลมแล้วกระมัง

เฉพาะในด้านโครงสร้างของเรื่อง และภาษาการบรรยายเรื่อง The Theory of Clouds ก็กินขาดเสียแล้ว
ดูแค่บทแรก The Study of the Skies

All Children become sad in the late afternoon, for they begin to comprehend the passage of time. The Light starts to change. Soon they will have to head home, and to behave, and to pretend.

หมายเหตุ
อ่านเกี่ยวกับนิยาย New York Trilogy ของ Paul Auster ได้ในบทความ “คู่สัมพัทธ์ คู่วินาศ" ที่เว็บ onopen: http://www.onopen.com/2006/02/1247

อ่าน BookVirus - บันทึกเรื่องนิยายและการ์ตูน ตอน 4 ในเว็บ onopen: http://onopen.com/2008/02/3342

อ่าน BookVirus - บันทึกเรื่องนิยายและการ์ตูน ตอน 3 ในเว็บ onopen:
http://onopen.com/2008/02/3227

อ่าน BookVirus - บันทึกเรื่องนิยายและการ์ตูน ตอน 2 ในเว็บ onopen:
http://onopen.com/2008/02/2963

อ่าน BookVirus - บันทึกเรื่องนิยายและการ์ตูน ตอน 1 ในเว็บ onopen:
http://onopen.com/2008/02/2941

27.3.52

Cloud Atlas ของ David Mitchell ฉบับภาษาไทย

Cloud Atlas ฉบับแปลไทย

เดือนนี้เริ่มอ่าน Cloud Atlas ของ David Mitchell
เดือนที่แล้วอ่าน Theory of Clouds ของ Stephane Audeguy

เหมือนบังเอิญที่ช่วงไล่เลี่ยกันอ่านเรื่องที่มีชื่อเกี่ยวกับ clouds

เรื่องของ David Mitchell แต่ก่อนเคยซื้อไว้สองเล่มคือ Ghostwritten กับ Number 9 Dream (ซื้อเพราะชอบเรื่องย่อ) อ่านไปได้แค่หน้าแรก ๆ จนมาเห็นฉบับแปลไทยของ Cloud Atlas เออ ดีเหมือนกัน ไม่ต้องซื้อภาษาอังกฤษเล่มแพง แถมอ่านง่ายกว่าด้วย

คนแปลแปลได้ดีทีเดียว แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในเล่มมีพูดถึง Alfred Hitchcock แปลกที่คนแปลกลับแปลประโยคหนึ่งว่า - ฮิทช์ค็อค เป็นนักเขียน - "ฉันตั้งคำถามกับนักเขียนยิ่งใหญ่คนนี้ว่า..." (หน้า 114) สงสัยจะแปลมาจากคำว่า author หรือ auteur ซึ่งในที่นี้ต้องหมายความว่าเป็นผู้กำกับที่มีสไตล์และแนวงานเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต่างจากนักเขียนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ / แต่อย่างไรก็ตาม อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค ไม่ใช่คนลงมือเขียนบทหนังเอง แบบเดียวกับที่ Woody Allen, Atom Egoyan หรือ Wim Wenders เป็น)

Cloud Atlas ฉบับแปลไทยของสนพ. มติชน ใช้ชื่อว่า "เมฆาสัญจร" แปลโดย จุฑามาศ แอนเนียน

15.3.52

เที่ยวนรก

หลังจากดูงานอาจารย์อารยาที่ Ardel Gallery เมื่อวันที่ 10 มีนา วันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยวเมืองนรกกับอาจารย์ เบน และ เจ้ย ที่วัดไผ่โรงวัว สุพรรณบุรี

บางทีดูรูปแล้วขำ คนปั้นผู้ชายน้อยเนื้อต่ำใจผู้หญิงอะไรนักหนาเลยเขียนป้าย เขียนรูปเปรตอย่างที่ว่านี้ คงคล้ายกับที่บอกเจ้ยกับอาจารย์เบนไป น่าจะมีบาปรูปตัวเปรตงอนผู้หญิงอีกสักตัวนะ






15.11.51

Casting Call









นักแสดงใน Dream of the Red Monkeys

20.10.51

หนังบ้านที่ NFT Thailand

นึกถึงคำนิยมที่เขียนให้ Flicker
เพราะหนังบ้านเป็นหนังที่เศร้าที่สุด เต็มไปด้วยผีและอดีต
สถานที่ : หอภาพยนตร์แห่งชาติ ศาลายา วันหนังบ้านสากล 18 ตุลาคม 2551

24.9.51

Dream of the Red Monkeys

Dream of the Red Monkeys

A film by Sonthaya Subyen

Official Selection
Atlantis International Film Festival 2009

a drawing by Taweesak W.
(คลิ้กดูภาพขยายใหญ่)

เรื่องของคนหน้าตาดี (ในวันเปิดงาน)

เปิดงาน รอยยิ้มสยาม
วันเปิดงานหอศิลป์ 23 กันยายน 2551 ศิลปะสำคัญกว่าปากท้องหรือวะ สงสัยมากตอนเดินไปกับเพื่อน ๆ น้อง ๆ ชมงานศิลป์ที่ติดตั้งเสร็จแล้วในวันเปิดงาน ท่ามกลางเสียงเอะอะคึกคัก เพลงเอลวิสโปก ๆ คนเดินกันขวักไขว่ โอ้ย ท้องหิว สองทุ่มแล้วยังไม่ได้กินข้าวเย็น แต่เอาวะ ได้ดูงานของ Louise Bourgeois เคยเห็นแต่ในหนังสือ นี่เลย ถ่ายภาพมาด้วย พอถ่ายเสร็จคุณพนักงาน เขาบอกว่าห้ามถ่าย อ้าว ไม่เห็นมีป้ายบอก ดูเหมือนคนอื่น ๆ ก็ถ่ายรูปกันเกือบทั่วหอศิลป์นี่นะ เห็นฝรั่งหน้าตาดีสะอาดสะอ้านคนหนึ่ง เลยถ่ายภาพมาเผื่อ MDS ในภาพนี่เขาถือลูกโป่งของศิลปินที่เขียนว่า “ควายหวังหม่ำ” (ดูภาพแล้วอยากหม่ำเขาไหมเล่า)

(คลิ้กดูภาพใหญ่)

คุยกับไมเคิล

คุยกับไมเคิล

เมื่อวันอาทิตย์ 21 กันยายน นั่งยุให้ป๋า ไมเคิล เชา ทำ Iron Pussy ภาคใหม่ เป็นหนังกำลังภายในท่าจะดี หนังคาวบอยน่าจะสวย เอาแบบที่ไม่มียิงปืนกัน แต่ใช้สมองต่อสู้ก็น่าจะแปลกดี รู้สึกนึกไม่ออกว่าหนังคาวบอยมีทำแบบนี้บ้างหรือยัง ที่ใกล้เคียงก็ Destry Rides Again ที่ เจมส์ สจ๊วต พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ปืนอยู่ค่อนเรื่อง

ตอนหลังชักเลยเถิด ยุให้พี่ท่านทำเป็นมิวสิคัลแข่งกับโจโจ้ซัง ข้างหลังภาพ หรือทำเป็นละครเวที เออ น่าจะเข้าท่า

คุยเสร็จห้อยสอยตาม ไมเคิล ขึ้นไปดูชั้นบน ดูพวกศิลปินกำลังติดตั้งงาน ไมเคิล มองหาภาพถ่ายของเขาเอง แต่วนไปวนมา 3 - 4 รอบ สงสัยภาพคงยังไม่ได้แขวน

(ภาพที่ลงนี่เป็นหนึ่งในรูปของ นาวิน ที่งาน “รอยยิ้มสยาม” มีไมเคิลยืนเด่นเป็นพระอยู่ตรงกลางภาพ)

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในภาพรวมศิลปินของนาวิน

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในภาพรวมศิลปินของนาวิน
บ.ก. เครางามของ “ช่อการะเกด” ก็อยู่ในภาพที่งาน “รอยยิ้มสยาม” ด้วย

26.8.51

My Sassy Book ตอน 11 : Summer Blonde

My Sassy Book ตอน 11 : แนะนำหนังสือการ์ตูน Summer Blonde

เล่มนี้ก็ชอบมาก แต่ต้องเขียนให้สั้นที่สุด เดี๋ยวหาว่าเราโม้

เสียดายที่คนไทยไม่คุ้นเคยกับหนังสือการ์ตูนฝรั่งที่ไม่ใช่แนวซูเปอร์ฮีโร่ เพราะการ์ตูนญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยกันดีนั้นไม่ค่อยมีเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวันให้อ่าน (หรือมีคนเขียนแต่ไม่มีคนแปล) เรื่องพื้น ๆ อย่างความประดักประเดิดระหว่างครอบครัว คนรัก หรือคนแปลกหน้าที่ไม่เป็นรูปธรรมมากเท่ารูปสัตว์ประหลาด คนโรคจิต หรือตัวเอกที่มีพรสวรรค์พิเศษ เราอาจอ่านการ์ตูนสยองขวัญ แอ็คชั่น โรมานซ์ หรือแนวรักวัยเรียนมากันค่อนชีวิต แต่น่าแปลกไหมที่น้อยคนจะรู้ว่าการเขียนเรื่องปุถุชนเดินดินนั้นต้องทำยังไง

หนังสือการ์ตูน Summer Blonde ของ Adrian Tomine เล่มนี้ไม่สนใจจะดูแลความรู้สึกคนอ่านทุกคน แต่ก็ละเอียดอ่อนพอที่จะไม่มักง่ายคอยจู่โจมจุดอ่อนเพียงเพื่อหวังบีบอารมณ์ คิดว่าเพื่อนที่ชอบดูหนังหลายคนน่าจะชอบน่ะ

อ่านแนะนำหนังสือการ์ตูนเพิ่มเติม

My Sassy Book ตอน 6 : แนะนำหนังสือการ์ตูน Jimmy Corrigan ของ Chris Ware
http://technicallysweet.blogspot.com/2008/05/my-sassy-book-6-jimmy-corrigan-or.html
My Sassy Book ตอน 2 : แนะนำหนังสือการ์ตูน Black Hole ของ Charles Burns
http://technicallysweet.blogspot.com/2008/05/my-sassy-book-2-charles-burns-black.html

23.8.51

A Western Gem

ชมรมคนรักคาวบอย - Terror in a Texas Town

มีอยู่หลายครั้งที่การสุ่มดูหนังให้ความประหลาดใจเกินคาด

ตั้งใจนั่งหลับชัวร์ แต่ไหงกลายเป็นปากอ้าตาค้างไปได้

Terror in a Texas Town

ทำไมไม่เคยรู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อน นี่มันหนังคาวบอยระดับเด็ดดวงเลยนี่หว่า

High Noon หลบ ๆ ไปเลยเพ่ หลีกทางให้ Sterling Hayden ใน Terror in a Texas Town หน่อย

มันเป็นภาพประหลาดมากที่ปรากฏในหนังคาวบอย

พระเอกแบกแท่งอะไรยาว ๆ เดินไปตามถนน ที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ คือกลุ่มชาวบ้านแต่งตัวอาวุธครบมือ

ภาพจากรถไฟมองผ่านหน้าต่าง เห็นกระโจมอินเดียนแดง และชีวิตชาวบ้านริมทาง (ภาพขมุกขมัวเหมือนแอบถ่ายมา)

นายอำเภอก้มลงเก็บเงินจากคนตาย พร้อมกับถอดดาวที่หน้าอกของตัวเองออก

รู้สึกว่า High Noon เอาตัวรอดไปได้ด้วยโครงสร้างของบทหนังเพียงอย่างเดียว แต่หนังเรื่องนี้มีตัวละครผู้ร้ายและพระเอกที่ประหลาดดี

Sterling Hayden ที่คนดูหนังคุ้นหน้าจากบทใน The Killing, Dr. Srangelove, The Asphalt Jungle และ The Godfather รับบทหนุ่มเชื้อสวีเดนหน้าซื่อที่ยิงปืนก็คงไม่เป็น เขาท่องทะเลไปไกลถึง 19 ปี ก่อนจะกลับบ้านมาด้วยความหวังที่จะเจอพ่อผู้ชรา แต่แล้วก็พบว่าพ่อของเขาถูกเศรษฐีชั่วสั่งเก็บ เพราะหวังฮุบที่ดินคนทั้งหมู่บ้านเพื่อขุดน้ำมัน

นักฆ่าชุดดำซึ่งกลับมารับงานอีกครั้ง มาบัดนี้ในโลกที่ทันสมัยมือปืนรับจ้างอย่างเขาอาจต้องยอมรับเสียทีว่า ประเทศนี้มีกฏหมายและไม่ใช่แดนเถื่อนอย่างเมื่อก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมือขวาของเขาเองถูกกระสุนเด็ดทิ้งจนต้องใส่มือปลอม แต่ชาวบ้านทุกคนก็ยังกลัวมือซ้ายที่ไวไฟแลบ แล้วเขาล่ะกลัวอย่างไหนมากกว่ากัน กลัวใจตัวเอง หรือกลัวคนซื่อที่กล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง

คนรักของนักฆ่าชุดดำ เธอเฝ้าบอกให้เขาเลิกเส้นทางชั่ว ๆ และไปไกล ๆ จากเมืองนี้ แต่เขาก็ไม่ฟัง Sterling Hayden บอกเธอว่าจากประสบการณ์ของเขาท่องโลกมาเยอะ ไม่มีหรอก คนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองแล้วจะทำไม่ได้ เขาถามเธอว่าทำไมถึงเลือกที่จะอยู่กับคนเลว ๆ เธอตอบว่า คงเป็นเพราะมันทำให้เธอรู้สึกดีที่มองเห็นคนที่ต่ำต้อยกว่าตัวเอง

ชายหนุ่มเม็กซิกันที่กลัวลูกเมียจะตกที่นั่งลำบาก หากไปเหยียบเท้าใคร ถึงแม้เขาจะกลัวตายจนตัวสั่นงันงก แต่สุดท้ายก็รู้ว่าศักดิ์ศรีและความถูกต้องสำคัญกว่า

ในฉากไคลแม็กซ์ที่เราได้ดูบางส่วนจากภาพแฟลชฟอร์เวิร์ดล่วงหน้า เราคนดูถึงได้รู้ว่า สิ่งที่พระเอกแบกมาในมือคือ ฉมวกล่าฉลาม

ฝีมือกำกับของ Joseph H. Lewis ก่อนหน้านี้เคยดูแต่ Gun Crazy กับ The Big Combo ซึ่งเป็นหนังดังพอดูทีเดียว แต่เรื่องนี้ชนะใจขาด นี่ขนาดเป็นหนังเกรดบีนะเนี่ย ฉากโคตรกระจอก นักแสดงนอกจาก Sterling Hayden แล้ว หน้าตาดูอาภัพมาก ถ้าหากเทียบกับหนังฮอลลีวู้ดโปรดักชั่นใหญ่ ๆ แต่บทหนังดั้งเดิมของ Dalton Trumbo (ที่ไม่ได้เครดิตเพราะถูกแบล็คลิสต์) นี่เจ๋งจริง เรียบง่าย ตรงไปตรงมา แต่เฉียบคม

น่าสนใจตรงที่พระเอกเป็นคนสวีเดน Sterling Hayden เดินตัวแข็ง ๆ และพุด “ย๋า ย๋า” เหมือนคนเยอรมัน หลายคนรวมทั้งนายอำเภอดูถูกว่าเขาเป็นคนต่างด้าว ไล่ให้ไปไกล ๆ จากอเมริกา ที่นี่ไม่ใช่บ้านคุณ แต่พระเอกเราก็ดื้อรั้นอ้างว่าที่ดินของกู ที่ของพ่อกู พวกอเมริกันที่คอรัปชั่นสุดท้ายก็ต้องยอมให้คนแปลกหน้าต่างถิ่นอ้างสิทธิ์อ้างเสียงในที่สุด หรือนอกจากพูดถึงประวัติศาสตร์ผู้อพยพในอเมริกาแล้วนี่ยังเป็นการพูดอ้อมถึงเรื่องแบล็คลิสต์ หรือนโยบายระแวงภัยต่างชาติแบบชาติอาหรับในยุคนี้

(ภาพประกอบจาก http://www.beaver.com/)