25.6.51

Don Quixote (french version) ที่สวนลุมพินี ตอน 2

Don Quixote "สู่ฝันอันยิ่งใหญ่"ฉบับฝรั่งเศส ที่สวนลุมพินี ตอน 2

Don Quixote (French version) ที่สวนลุมพินี

Don Quixote ฉบับฝรั่งเศส ที่สวนลุมพินี

ภาพชุดนี้ถ่ายหลายปีแล้ว ตอนที่ละคร ดอน กีโฆเต้ แสดงที่สวนลุมพินี ฉบับนี้อลังการที่สุดตั้งแต่เคยดูมา ไว้ให้ดูเทียบกับ "สู่ฝันอันยิ่งใหญ่" ฉบับ เจมส์ ข้าวมันไก่

20.6.51

บทเกริ่นนำ

ตอนนี้กำลังเขียนบทความให้หนังสือเล่มหนึ่ง แต่ไม่รู้ทำไมมันเขียนไม่ได้ดังใจ รู้สึกแย่มาก หากเพื่อนคนไหนมีเวลาอ่าน ลองช่วยดูซิว่ามันทะแม่ง ๆ ไหม
มันเป็นแค่ท่อนเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่อง (ตอนนี้เขียนได้แค่นี้เอง)


กายของเธอ ห้องของคนอื่น: ตัวตนที่แตกสลายของ 3 นักเขียนหญิง
บทความโดย สนธยา ทรัพย์เย็น




Kiss the flame
Let's run with the hunted, the untamed
Kiss the flame
Embrace the faceless, the unnamed
Kiss the flame
Kiss the Flameดนตรีและเนื้อร้องโดย Jewel

กี่ครั้งกี่หนที่นิยายของนักเขียนหญิงว่ายวนไม่พ้นประเด็นเรื่อง “เพศสภาพ” กี่คนกี่เล่มที่ย้ำคิดย้ำทำทฤษฎีของ ซีโมน เดอ โบวัวร์ ที่ว่า “ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่ถูกทำให้เป็นผู้หญิง” กี่ซับกี่ซ้อนที่คนอ่านต้องสะอึกรับอย่างหน้าชื่นว่า ความเป็นจริงก็หาใช่ไกลอื่น ตราบใดที่กลเกมเสน่หานั้นเป็นชัยชนะที่ไร้ใบหน้า เนื่องว่ายังไม่มีนิยามฟันธงถาวรระหว่าง ผู้ได้ / ผู้เสีย หรือ ผู้ครอบงำ / ผู้โอนอ่อน
เป็นเพราะหมากที่ผู้หญิงเล่นยังเป็นหมากเก็บชุดเดิม กติกาตัวเดิม กรรมการหน้าเดิม กับวิธีเล่นแบบเดิม ๆ ใช่ไหม และถ้าเพียงเราล้มกระดานเสีย แล้วสร้างสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมา ความยุติธรรมในนามของความเสมอภาคก็จะสลายปัญหาร้างเรื้อทั้งหมด ให้เธอหลับสบายไร้กังวล หมดห่วงไปได้เลย เหมือนใช้ผ้าอนามัยไฮเทคเพิ่มกำลังซึมซับ 25 เท่า (จนลืมไปว่าตัวผู้หญิงเองต่างหากที่มีสถานะเป็นฟองน้ำชนิดดูดซึมความทุกข์ทุกชนิดได้ดียิ่งกว่า)

ถ้าเรื่องมันแก้ไขง่ายดายจริง เกมอำนาจระหว่าง 2 สถาบันคงขาดสีสนุกให้เพลินปาก ยิ่งเมื่อต้นความในประวัติศาสตร์แดงแจ๋แป๋วจ๋าว่า แม้แต่คุณ ซีโมน เองก็ไม่สามารถปฏิบัติตนให้ใกล้เคียงกับคำว่าเสมอภาคในสัมพันธภาพกับ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ นักปรัชญาคนสนิท และบทบาทที่เธอจำต้องยอมรับ ณ เบื้องหลังฉาก ก็มักไม่พ้นบทเด่นในเกมรอง
แต่เกมรองไม่ใช่หรือ ที่เป็นคีย์เวิร์ดของการเรียนรู้ โดยเฉพาะเมื่อเราหยิบเรื่องประสบการณ์ของเพศหญิงเป็นตัวตั้งในการเรียนรู้วัฏจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าร่างและความคิดของคนคนเดียว เพราะโลกกึ่งอุดมคติที่ผู้หญิงจำนวนน้อย (บางคน) ได้มีอภิสิทธิ์ยืนสูงกว่าปกติ อาจเป็นกรณีศึกษาที่ยากจินตนาการสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ (จำนวนมากกว่า) ซ้ำยังอาจเป็นกรอบจำกัดที่ไม่กระตุ้นให้เกิดวาทกรรมย้อนแย้ง หรือเกิดความรู้สึกร่วมได้เทียมเท่า


ถามใจชายเต็มตัวตั้งแต่หัวจรดหาง ให้มองสภาพข้อจำกัดทางสังคมอย่างเต็มตา มีใครสักกี่คนที่อยากเลือกเพศสภาพเป็นหญิง แม้ผู้หญิงเองก็เถอะ มีไหมที่ไม่คิดฝันอยากเป็นผู้ชายแม้สักครั้ง เปล่าประโยชน์ที่จะเอ่ยอ้างสโลแกนงามอย่างมีคุณค่า ทั้งภายนอกและภายใน ความงามตั้งแต่ต้นชนปลายของคุณที่ต่อให้เลิศเลอเท่าไรก็อาจไม่เพียงพอ หากบางครั้งยังต้องทำใจถูกตัดหัวผ่าร่าง ถอดหัวกระสือจาก Hi-5 ลอยไปแปะร่างผสมพันธุ์กับรูปกายเซ็กซี่สมบูรณ์แบบกว่า เพื่อกิจประสงค์ที่ชวนวังเวงใจ

สรีระของผู้หญิงที่ถูกถือสิทธิ์ใช้อย่างพละการ เสือกสานเท้าหลังกำยำมาชั่วลูกหลาน เป็นทางผ่านเข้า-ผ่านออกแห่งกำหนัดและกำเนิด ถูกตีตราจับจองไปพร้อม ๆ กับที่ถูกนับถอยหลังรอวันหมดอายุ ประดุจดั่งบาร์โค้ดที่รอเครื่องถอดรหัสฉายแสงประเมินคุณค่ากำหนดราคา ไม่มีร่างกายของเพศอื่นใดที่จะเอื้อความเนียนละเอียดให้ปั้นแต่งรูปทรง หรือเพื่อการนิยามความใด ๆ ได้มากถึงเพียงนี้มาก่อน และที่ล่วงล้ำย่ามใจถึงปลายนานั้นเล่า ใครเลยจะกล้าฟันธงว่ามันเป็นเพียงธุรการของสังคม ไม่เกี่ยวข้องเลยกับลักษณะทางชีวภาพและธรรมชาติจิตของตัวผู้หญิงเอง
ในนามของอำนาจแห่งเพศชาย และอำนาจมอบส่งโดยยินยอมของเพศหญิง (ที่ผู้เขียนอุปโลกน์เอาเอง) จึงขอกล่าวความถึงผลงานเขียนของ 3 นักเขียนหญิงต่างเผ่าพันธุ์ที่มีจุดร่วมและจุดต่างบนฐานใกล้เคียงกัน เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีเข้ารกเข้าพงที่หามีมูลหรือประโยชน์ชัดเจนแต่อย่างใดไม่ ด้วยประการฉะนี้แล

11.6.51

Jewel and the ART FILM

Jewel and Jean Luc Godard

ไม่เคยเป็นแฟนเพลงของ Jewel แม้จะเคยฟังเพลงเธอมาบ้าง รวมถึงได้ดูเธอเล่นหนังครั้งหนึ่งในหนังของ อั้งลี่ Ang Lee’s Ride with the Devil จนกระทั่งตอนเธอมาร้องเพลงในคอนเสิร์ต Lilith Fair ร่วมกับนักร้องหญิงคนอื่นๆ

แปลกใจที่เพลง Stephenville, TX ของเธอในอัลบั้ม Goodbye Alice in Wonderland มีเอ่ยถึง Jean-Luc Godard เฒ่าทารกอัจฉริยะของวงการหนังอาร์ต

Hey, everybody thought Godard was a clown
And that ain't gonna be me

เพลง Stephenville, TX
ดนตรีและเนื้อร้องโดย Jewel

เพลงนี้เป็นเพลงที่เธอเล่าเรื่องส่วนตัวตั้งแต่เด็กที่เป็นสาวบ้านนอก พ่อเธอสอนให้ร้องเพลง ผ่านชีวิตมาจนอายุ 31 แล้วตอนนี้มาอยู่ที่บ้านแฟนหนุ่มนักโรดีโอที่เท็กซัสในเมืองเล็ก ๆ ชื่อสตีเฟ่นวิลล์ พร้อมกับกำลังทำความเข้าใจกับอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด

24.5.51

In the Bedroom

In Bed with Apichatpong
All photos by Apichatpong Weerasethakul

เดิมทีว่าจะเอาภาพพวกนี้ลง Filmvirus 3
อภิชาติพงศ์ ตัวจริงกำลังเป็นกรรมการที่เมืองคานส์ แต่ถ้าใครอยากแอบดูห้องโรงแรมของ เจ้ย ระหว่างที่ตระเวนไปทั่วโลก ภาพพวกนี้คือห้องโรงแรมที่ จอนจู - โซล เกาหลี, ซานฟรานซิสโก –โคลัมบัส – ชิคาโก้ – มหาวิทยาลัย UCLA อเมริกา, นีซ ฝรั่งเศส



เฮ้อ อยากไปบ้างโว้ย

17.5.51

Once Upon A Time, Cinema

Dream of the Red Monkeys
หวานฝัน วันวานร

16.5.51

Filmvirus 6 ฉบับบาปติดเซ็กส์ (Sin Salon) aka Sex and Sin

Filmvirus 6 ฉบับบาปติดเซ็กส์ (Sin Salon) aka Sex and Sin
ในฐานะคนเคยทำหนังสือหนัง บางทีก็ชอบจินตนาการทำ FILMVIRUS เล่มใหม่ไปเรื่อยเปื่อย ถึงจะรู้แน่อยู่แก่ใจว่า ทำออกมาก็เสียเปล่า แก่ฟรี

เอ้า คิดเล่น ๆ เฉย ๆ น่ะ ถ้าทำ ฟิล์มไวรัส ออกมาอีก ยังมีหลายแนวที่น่าทำ ทั้งหนังกำลังภายในเอย หนังคาวบอยเอย แตกขนบหนังหนังแนวเมโลดราม่า สางสำแดง 2 หนังที่ผู้กำกับสร้างไม่เสร็จ หนังอนิเมชั่น หนังผู้กำกับหญิง หรือดาราหญิงจอมแสบ หรือตำราหนังอีกหลายแบบก็น่าแปล ผู้กำกับหลายคนก็ทั้งคั้ลต์ ทั้งคลาสสิค มีให้จับอีกเยอะ ตายไปกี่ชาติก็ทำไม่หมด แต่เอาเข้าจริงที่คนซื้อพอจะสนใจก็คงไม่พ้นคาวเลือดและคาวกาม
ลองสมมติดูว่าเราจับเรื่องเซ็กส์ และเรื่องบาปมาเป็นโจทย์ ยิ่งประเภทสามหาวให้สมชื่อ PORN POWER หรือ PINK SALON อาจพอมีลุ้น Filmvirus คาวบาปเล่มใหม่ก็น่าจะมีหนังของผู้กำกับวาบหวิวประมาณนี้ สาบานได้ว่าไม่ได้เพ้อให้หนังพวกนี้สร้างประโยชน์อะไรกับสังคม หรือกระทั่งว่ามันต้องเป็นหนังที่น่าปลาบปลื้มใจใคร

แน่แท้อย่างเดียว คือหนังพวกนี้พิสูจน์ว่าเนื้อหาสาระคุณภาพไม่ใช่ข้ออ้าง ที่อาจสำคัญกว่าคือการจริงใจต่อความหมกมุ่นของตัวเอง (ต่อให้เป็นด้านชั่ว ๆ ลามกตูดเป็ด) ไม่ใช่แค่ปั้นหนังออกมาให้ดูเหมือน ๆ กันไปหมด เหมือนปั๊มมาจากโรงงานของดาราหล่อ ๆ สวย ๆ ของคนนั้นคนนี้ หรือบริษัทโน่นนี่

Filmvirus เล่ม 6 ฉบับบาปติดเซ็กส์ (Sex and Sin)
กำหนดวางตลาด ตุลาคม 2562
เสนอ 6 ผู้กำกับฉาวโฉ่เกรดลงกระบะ

Jean Rollin

หนังของผู้กำกับชาวฝรั่งเศสคนนี้มีเครื่องล่อใจมากมาย ทั้งปราสาทโบราณ หลุมฝังศพร้าง แวมไพร์สาวยั่วสวาทที่คอยเดินนวยนาดไปมาเหมือนเดินแบบ นาน ๆ ทีจึงจะมีแนวเรื่องแบบโจรสลัด หรือฉากร่วมสมัย รวมแล้วก็ไม่รู้หาสาระอะไรได้หรือเปล่า แต่เพลินตาเพลินใจดี บางฉากจำลองฉากร่างผู้หญิงเปลือยเดินช้า ๆ กลางถนนยามค่ำคืนคล้ายภาพเขียนของ Paul Delvaux หรือ Magritte

Jean Rollin อาจเป็นคนฝรั่งเศสก็จริง แต่นอกจากเรื่องเชื้อชาติ ไม่มีใครนับเขาเป็นผู้กำกับหนังอาร์ต และโดยเนื้อเรื่องในหนังของเขาก็ไม่ต้องคิดหนักให้เมื่อยพี่ตุ้ม นอกจากท่าทีการเป็นขบถสังคมแบบเล็ก ๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นข้ออ้างให้นักแสดงมีฉากทางเพศ ดูท่า Jean Rollin ชอบสร้างฉากบรรยากาศหลอน ๆ เหมือนหนังเงียบขาวดำเก่า ๆ หรือหนังของ Georges Franju (โดยเฉพาะเรื่อง Judex ที่พระเอกใส่หน้ากากหัวนกเหมือนอ้างอิงภาพเขียนแนวเซอร์เรียลลิสต์ของ Max Ernst)

ตอนนี้เอาเป็นว่ารออ่านของ Filmsick เขียนดีกว่า เขียนเสร็จยังเจ้าชาย?

Walerian Borowczyk
เมื่อก่อนดูหนังหมอนี่ที่โรงหนัง Scala Cinema ที่ลอนดอน (มีภาพลงใน Filmvirus เล่ม 2) เป็นโรงหนังอาร์ตเฮ้าส์โรงเดียวที่มีจอหนังใหญ่ยักษ์ มีชั้นเก้าอี้ยกระดับอัฒจรรย์เหมือนหอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ (หอศรีบูรพา) แต่อีกอย่างที่โรงหนังแห่งนี้ดีที่สุด คือฉายหนังของผู้กำกับคนเดียวควบวันละ 2-3 เรื่อง เหมาะที่จะศึกษาแนวทางของผู้กำกับเฉพาะบุคคล ซื้อตั๋วใบเดียวนั่งแช่ไปทั้งวัน ดูหนังอย่าง Hitchcock, Fritz Lang, Ingmar Bergman วนซ้ำไปมา ได้ค้นพบหนังแปลก ๆ หลายเรื่องก็จากที่นี่ รวมทั้ง Celine and Julie Go Boating ของ Jacques Rivette, The Element of Crime ของ Lars Von Trier, Russ Meyer หรือ John Waters ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ชอบฉายหนังตลาดหน่อย ฉายตลอดวันตลอดคืน เป็นหนังพวก บรู๊ซ ลี, The Terminator, Alien ทั้ง 3 ภาค, The Fly ทั้งฉบับเก่าและฉบับใหม่ แต่ก่อนจะฉายเรื่องแรก คนฉายชอบเปิดเพลงของ Erik Satie กับ Miles Davis ทำให้ติดเพลงไปอีกต่อหนึ่ง

ตื่นตาตื่นใจมากกับหนังหมอนี่ หนังของ Walerian Borowczyk เป็นหนังโป๊ที่มีฉากโป๊สวย ๆ หลายฉาก เนื้อเรื่องก็ไม่เห็นมีอะไร มีแค่ตัวละครค้นพบอิสรภาพทางเพศของตัวเอง บางเรื่อง Behind Convent Walls ชอบฉายควบกับ Immoral Tales และ La Bête โดยเฉพาะเรื่องแรกนี่เล่นเปิดโปงสำนักนางชีเสียล่อนจ้อน ทำให้คนเคร่งครัดทางธรรมอย่างเราดูแล้วใจหายใจคว่ำ ตอนหลังที่สมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพฯ ได้ดูเรื่อง Blanche เรื่องนี้ก็ไม่เลว มี Michel Simon ที่เคยแสดงหนังคลาสสิคเรื่อง L'Atalante แสดงด้วย ตอนหลังเลยเอาไปฉายเองพร้อมกับเรื่อง Goto, Isle of Love ที่ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ซีคอนสแควร์

ไม่น่าเชื่อว่า Borowczyk เคยเป็นคนทำหนังอนิเมชั่นแนวนามธรรมมาก่อนที่จะทำหนังแนวเนื้อนมไข่ หนำซ้ำในยุค 70 เคยรุ่งเรืองสุด ๆ (ก่อนตกต่ำมาทำ Emmanuelle 5) เขาเคยติดอันดับผู้กำกับระดับ Top 10 ในระดับเดียวกับพวกระดับครูด้วย

เคยเห็นผลงานถ่ายภาพให้นิตยสาร Playboy (ประมาณต้นปี 2530) ของเขาด้วย เขาถ่ายภาพได้สวยมาก เสียดายที่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้ เขาเพิ่งตายไปเมื่อ 2-3 ปีนี้เอง

Jess Franco
ตานี่ก็ใช่ย่อยเป็นคนทำหนังชาวสเปนที่เคยถ่ายหนังพร้อมกันทีเดียว 2-3 เรื่อง ผลงานหนังของเขามีมากมายหลายร้อยเรื่อง บางทีถ่ายหนังไปยังจำไม่ได้ว่าถ่ายเรื่องอะไรอยู่ กระทั่งดาราเองก็ไม่รู้ว่าได้เล่นหนังทีเดียวควบสอง แล้วจนกระทั่งทุกวันนี้ Jess Franco ก็ยังถ่ายหนังด้วยกล้องดิจิตอล ถ่ายหนังลงทุนราคาถูก ๆ อยู่เหมือนเดิม

เจส ฟรังโก หมกมุ่นกับเพศรสและการจับมัดทรมาน เขาไม่รู้สึกอายที่จะจับ Lina Romay เมียตัวเองมาถ่ายหนังแบบเจาะลึกเห็นทุกขุมขน หนังเขาเป็นหนังตลาดล่างหลากหลายแนว ทั้งแนวสยองขวัญตั้งแต่ขาวดำคลาสสิค หนังสายลับ หนังแนวคุกสาว หนังสาวเจ้าป่า หนังจำลองรายงานเพศศึกษาแบบเก๊ ๆ ที่ในเยอรมนีเรียกว่า School Report หนังที่สร้างจากนิยายของ มาร์กีส์ เดอ ซาด เจ้าตำรับ มาโซคิสม์ หนังผีแดร๊กคิวล่า บางทีก็สร้างเนื้อเรื่องซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนขี้ลืม เช่นถ่ายเรื่องของ มาร์กีส์ เดอ ซาด เรื่อง Eugenie de Sade ซ้ำไปมาอยู่นั่นแหละ ตั้ง 3 หรือ 4 เวอร์ชั่น

ดาราดังมากมายอย่าง Howard Vernon, Cristopher Lee, Jack Palance ผ่านมือเขามาเกือบหมด แล้วก็คุ้นดีด้วยว่าเอาอะไรแน่กับบทหนังไม่ได้ เพราะถ้าเห็นอะไรถูกใจ Jess Franco ก็ถ่ายเรื่อยเปื่อยนอกแนวหนังไปเฉย ๆ ถึงยังงั้นก็เถอะ เขาก็เป็นคนมีแฟนระดับ cult อยู่ทั่วโลก หลายประเทศต่างก็ออกดีวีดีของตัวเองออกมา ซึ่งบางเรื่องบางฉบับสั้นบ้างกุดบ้าง และเป็นฟิล์มคุณภาพห่วยเสียเยอะ

Jess Franco เป็นนักดนตรีแจ๊ส บางครั้งแต่งและเล่นเพลงประกอบหนังเอง อีกทั้งยังชอบปรากฏตัวเป็นคนโรคจิตในหนังของตัวเองอยู่บ่อย ๆ

มีหนังของเขาอยู่อย่างน้อย 4 เรื่องที่หลุดมาเป็นวีซีดีพากย์ไทยบ้านเรา และ 2 ใน 4 เรื่องที่ว่ามีฉากโป๊ที่ไม่โดนเซ็นเซอร์

Russ Meyer

หมอนี่หลงหน้าอกไซ้ส์ไจแอนท์ของผู้หญิงอย่างเอาเป็นเอาตาย ชอบพากย์บรรยายหนังของตัวเอง นอกจาก Faster Pussycat Kill Kill ที่อมตะคลาสสิค (สงสัยเป็นเพราะโชคดีไม่มีเสียงบรรยายของเขาตลอดเรื่อง) ดูเหมือนว่าหนังเรื่องหลัง ๆ จะทำให้บรรดาสาว ๆ กลายเป็น Boobie Girl การ์ตูนเพี้ยนที่ขยายนมหนองโพจนบ้านโป่งไปเลย สงสัยถ้าไม่ได้เห็นสาวจัมโบ้วิ่งบ้ะละหึ่ม ตามถนนหนทาง หรือฉากเซ็กส์ซูเปอร์ต๊องคงจะไม่ใช่ยี่ห้อของ Russ Meyer (รัส มายเย่อร์) ซะละมั้ง

Radley Metzger
หมอนี่เป็นคนอเมริกันก็จริง แต่ชอบนำเข้าหนังเซ็กส์ของยุโรปมาในอเมริกา บางทีก็รับจ๊อบตัดต่อหนังคนอื่นเสียใหม่ หรือตัดต่อหนังตัวอย่างของหนัง Ingmar Bergman ฉบับที่ฉายในอเมริกาด้วย

ผลงานกำกับของเขาก็เข้าท่า เรื่องดัง ๆ คงหนีไม่พ้นหนังเลสเบี้ยนในโรงเรียนประจำอย่าง Therese and Isabelle (ออกจะเชยไปหน่อยเรื่องนี้) แล้วก็ Camille 2000, The Image, Score แต่เรื่องที่แจ๋วที่สุดน่าจะเป็นหนังโป๊โครงเรื่อง+ดีไซน์ซับซ้อนเรื่อง The Lickerish Quartet แค่เฉพาะฉากก็สะแด่วปลาจาระเม็ดจริง ๆ แถมเล่าเรื่องประหลาดประมาณน้อง ๆ หนังแนวจิ๊กซอว์ Last Year at Marienbad อะไรประมาณนั้น (เว่อร์หน่อยน่า)

Tinto Brass

คนนี้เป็น Alfred Hitchcock อิตาเลี่ยนฉบับเนื้อนมไข่ที่พุ่งสายตาคนดูหนังไปที่นมและก้น ยิ่งก้นขนาด Super Ass เท่าไหร่ก็ยิ่งได้การ Tinto Brass มีชื่อกับหนังอื้อฉาวลงทุนยักษ์อย่าง Caligula หรือ Salon Kitty แต่งานที่น่าแสดงความภูมิใจมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง The Key ที่เอานิยายของ Junichiro Tanizaki มาแปลงเป็นฉากอิตาลี่ให้น่าสนใจมาก มีการตีความใหม่ ๆ ที่เข้าท่า (อ่าน T = Tanizaki ใน Bookvirus เล่ม 01) พล็อตหนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาก็ไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่แค่ปลดเปลื้องอารมณ์ใคร่ชองผู้ชายผู้หญิง ประเภทโยนบาปและความอายทิ้งไป ไม่คิดอะไร ชิลล์ ชิลล์ (ว่าไปหนังของ Tinto Brass นี้เกี่ยวกับบาปน้อยที่สุด)

หนังอย่าง Paprika, Miranda, All Ladies Do It, The Voyeur, P.O. Box Tinto Brass หรือ Frivolous Lola เป็นการทำหนังของชายแก่ร่างท้วมสูบซิการ์ที่ประกาศแก่แฟนหนังของเขาว่า มีเซ็กส์วันละนิด จิตแจ่มใส นอกจากรูปร่างใหญ่อ้วนท้วนคล้าย Hitchcock แล้ว อีกอย่างที่เหมือนกันคือชอบโผล่ตัวในหนังที่ปะยี่ห้อตัวเอง

มีหนังอย่างน้อย 2 เรื่องคือ Frivolous Lola และ All Ladies Do It ที่ออกแผ่นวีซีดีลงกระบะ แต่ถ้าค้นดูละเอียด ต้องเจอเรื่องอื่นเพิ่มแหง ๆ

ที่จริงก็ยังมีหนังแสบ ๆ ของคนอื่น ๆ อีก (อย่าง Doris Wishman เจ้าแม่หนังสายลับสาวนมยักษ์ Double Agent 43) แต่ที่มีผลงานต่อเนื่องชัดเจนมากและได้รับการยอมรับเป็นอมตะในทางต่ำ ๆ คงต้องเป็น 6 คนนี้ ส่วนผู้กำกับญี่ปุ่นที่ทำหนังแรง ๆ อย่าง Teruo Ishii, Masaru Konuma, Tatsumi Kumashiroน่าจะมีอีกมาก (มีหนังนินจาลามกบางเรื่องที่เคยออกแผ่นวีซีดีของร้านแมงป่อง เข้าท่ามาก ๆ) ถ้านึกไปเขียนไปเรื่อย เดี๋ยวมีไม่จบ ต้องทำฟิล์มไวรัส ไปตลอดชีวิต แล้วจะหาเรื่องเหนื่อยทำไมวะเนี่ย

For Paisit’s Fanclub 1



ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ 3 ภาพจากหลังกล้อง ดอกฟ้าในมือมาร
Behind the scenes of MYSTERIOUS OBJECT AT NOON

For Paisit’s Fanclub 2

For Paisit’s Fanclub 2
ภาพถ่ายโดย ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ

15.5.51

My Sassy Book (8) ไหมอีสาน ธุรการแบบไทย ๆ (ที่ไม่ใช่ธุระของชาติอื่น)

My Sassy Book (8) ไหมอีสาน ธุรการแบบไทย ๆ (ที่ไม่ใช่ธุระของชาติอื่น)

ไหมอีสาน
The Silk Project
แต่งโดย Geraldine Halls, พิมพ์ภาษาอังกฤษครั้งแรกปี 1965
แปลเป็นภาษาไทยโดย รัตนา
สำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม 2511

“พวกเธอควรจะต้องหัดระแวงสงสัยในของขวัญที่เรานำมามอบให้ ต้องหัดระแวงผม ระแวงพวกฝรั่งทุกคนที่อยู่ที่นี่ พวกเรามีงานที่จะต้องทำ และคนที่ทำงานวุ่น ๆ ทุกคนมักจะเป็นโรคเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือโรคจำใจทำ”

หลายปีก่อน เดินไปร้านหนังสือท่าช้างใกล้ท่าเรือ เจอนิยายแปลเล่มนี้ พลิกอ่านข้างในเห็นเขียนเกี่ยวกับคนไทยและเมืองไทยด้วยมุมมองฝรั่ง ลองซื้อไปอ่านดูแล้วแน่ใจว่าเลือกไม่ผิด

เรื่องก็ง่าย ๆ ว่าด้วยกลุ่มฝรั่งหลายเผ่าพันธุ์ที่ถูกสหประชาชาติส่งมาพัฒนาชนบทในเมืองไทย โดยในเรื่องสมมติเป็นแดนบ้านนอกชื่อ ‘ถนัดนคร’ ว่ากันว่าอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ สักเท่าไร แต่เส้นทางรถไฟก็ยังเข้าไปไม่ถึงตัวเมือง ต้องนั่งเรือข้ามฟากไปอีกที ที่นั่นและอำเภอใกล้เคียงเปิดเป็นโรงเรียนสอนการพัฒนาชนบท รวมทั้งมีโครงการส่งเสริมทำผ้าไหมด้วย

ดอกเตอร์ แครมม์ นักวิชาการชาวอเมริกันที่เป็นผู้บริหารสถาบันคนปัจจุบันนั้นเป็นคนที่มีวิชาความรู้เยอะ แต่ทำงานร่วมกับคนไทยไม่เป็น เขาชอบเน้นไปที่เรื่องยาก ๆ หรือทฤษฎีไกลตัวที่ใช้ในทางปฏิบัติกับวิถีไทยไม่ได้ ถึงเขาจะมีความตั้งใจดี แต่ข้อเสียสำคัญคือ ชอบมองว่ามีแต่วิธีทำงานของตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง ลักษณะนิสัยของไทยที่เรื่อย ๆ เรียง ๆ รักสนุก ไม่ชอบวางแผนการอนาคตจึงมักถูก ดอกเตอร์ แครมม์ มองว่าไม่มีหัวสมอง

ดอกเตอร์ แครมม์ บ่นว่า “เรื่องปวดหัวเกี่ยวกับคนไทยก็คือ ถ้าลงบอกว่า เรามาช่วยกันคิดซิ ละก็ พวกเขาก็จะช่วยกันคิดเสร็จสรรพเสียเองทุกครั้ง แล้วผลที่ออกมา ถ้าไม่ผิดอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ก็มักจะออกมาห้าแต้มเสียทุกคราวไป”

กลุ่มคณะผู้บริการระดับสูงที่มีคนอินเดียหนึ่งคน และที่เหลือเป็นฝรั่งแทบทั้งหมด (มีคนไทยในองค์ประชุม ชื่อ สุพัฒน์ เพียงคนเดียว) ก็ทำงานกันไปตามแต่ที่ตนเองเห็นดี หรือไม่ก็พยายามสร้างภาพสวย ๆ ใส่ไปในรายงานประจำเดือน เว้นก็แต่ผู้ชายเพียงคนเดียว ชื่อ ลอว์เรนซ์ เฟรียร์ ที่เป็นคนอังกฤษซึ่งเคยทำงานในอินเดียมาก่อน หนุ่ม ลอว์เรนซ์ เป็นคนเพียงคนเดียวที่ขลุกกับคนไทยมากที่สุด พยายามจะเข้าใจคนไทย พร้อม ๆ กันนั้น เขาก็เป็นหัวแรงสำคัญที่ก่อตั้งโครงการไหมไทยประจำหมู่บ้านขึ้นมา และที่สำคัญโครงการนี้ทำท่าว่ารุ่งวันรุ่งคืนมากกว่าโครงการอื่นๆ ของชาวคณะ

ลอว์เรนซ์ ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะเขาเป็นคนตรงขวานผ่าซาก ชนิดที่ว่าคงมีคนเดียวที่กล้าประกาศออกไมโครโฟนเตือนทั้งคนฝรั่งและคนไทยให้ระวัง (ย้อนอ่านคำโปรยข้างบนสุด รวมทั้งอ่านย่อหน้าต่อไปนี้)

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงจะต้องมีขึ้นตามกาลเวลา เพราะทุก ๆ ครั้งที่เราคิดว่าได้ผลที่แท้จริงนั้น เราก็ต้องยอมเสียอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนด้วยทุก ๆ ก้าว เราควรจะต้องถามตัวเองเพื่อให้แน่ใจเสียก่อนว่า การที่เราเอามรดกตกทอดจากปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเข้าเสี่ยงนั้น คุ้มค่ากับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นละหรือ”

ไม่ใช่ว่า ลอว์เรนซ์ มองเห็นแต่ด้านสวยหรูของคนไทย แต่เพราะเขามองว่าระบบเหลาะแหละของคนไทยที่แอบตอดเล็กตอดน้อยใต้โต๊ะบ้างนั้นอาจไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัส ถ้างานหลักยังเดินไปข้างหน้าก็ถือว่าได้การ คนไทยไม่ชอบการปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าแบบฝรั่ง ถ้าคนไทยไม่พอใจก็เงียบไม่แสดงออก แล้วแอบทำ ขอแค่ไม่มากดดันกันเกินไป คนไทยก็จะยิ้มได้ตลอด การที่ ลอว์เรนซ์ เข้าใจคนไทยดีพอ เขาจึงเถียงกับ ดอกเตอร์ แครมม์ เมื่อ ดอกเตอร์ บ่นว่า คนไทยชอบโกงใบเสร็จรับเงิน

“ผมก็รู้ว่าเขาต้องเอาไปแน่” ลอเร็นซ์ ตอบอย่างแห้งแล้ง “ไม่เอาก็โง่เต็มทีละ แต่ว่ามันจะได้ประโยชน์อะไรล่ะถ้าเราจะขุดกันขึ้นมาว่าใส่หน้าเขา ทำอย่างนั้นยิ่งจะก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์กันมากขึ้นเท่านั้น แล้วคุณก็ไม่มีทางจะทำอะไรได้ด้วย”
“เราก็ต้องหยุดยั้งไว้ไม่ให้เรื่องยังงี้เกิดขึ้นได้อีกน่ะซี”


“คุณทำได้งั้นรึ ? พวกเขาจะกลมกลิ้งหลบหลีกคุณสักแค่ไหนเขาก็ย่อมทำได้ คุณพูดภาษาของเขาก็ไม่ได้ อ่านใบอินวอยซ์ของเขาก็ไม่รู้เรื่อง นอกจากเสียว่าเขาอยากจะให้คุณเข้าใจเมื่อไรเขาก็แปลให้คุณฟัง นี่แน่ะครับ ดอกเตอร์แครมม์ พวกคนไทยน่ะมีความดีหลายอย่างอยู่ในตัวเหมือนกันนะ เขามีไหวพริบ มีความอุตสาหะ มีเหตุมีผลและรู้หลักรู้เกณฑ์ เขารู้ดีหรอกว่าเมื่อใดถึงเวลาที่ควรจะหยุด นอกจากเสียว่าเขาจะไม่ทำเพราะคุณไปบังคับให้เขาทำเท่านั้น.......... เราลองมาพิจารณาดูในแง่ของเขาบ้างซิ ว่าในที่สุดพวกเขานี่แหละต้องเป็นคนลงมือทำงานเอง พวกเราก็ได้แต่อยู่ห่างๆ คอยบอกเขาว่าควรจะทำนั่นทำนี่ ปัญหาของพวกเขามากมายก่ายกองนั้นพวกเรารู้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่เขารู้ และต่อให้คุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ตามแต่มันก็เป็นวิธีการที่ได้ผล ในส่วนตัวของผมนั้น ผมพร้อมที่จะไว้ใจเขาอยู่บ้างเหมือนกัน”

ท่ามกลางฉากหลังของเรื่องที่ทีมงานฝรั่งต่างขัดขากันเองเพื่อเอาหน้า แต่ตัวเรื่องฉากหน้าที่แท้จริงคือการเดินทางมาถึงของ โอลิเวีย สาวชาวออสเตรเลียที่ติดตาม นีล – สามีของเธอซึ่งกำลังจะมาประจำตำแหน่งระดับสูงที่ถนัดนคร โดยในระหว่างการเดินทางของเธอ ทำให้เธอสะดุดใจกับชนบทไทยที่สงบร่มรื่น คนไทยที่หน้าตาแจ่มใสยิ้มง่าย (แต่อ่านใจยาก) เธอก็เริ่มคิดได้ว่า นีล ไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่เธอเคยรักอีกต่อไปแล้ว เขากลายเป็นคนไร้จุดยืนที่เลียแข้งเจ้านายเพื่อจะได้ยืนในตำแหน่งที่สูงขึ้น ส่วนชายแปลกหน้าที่เอาใจใส่กับความรู้สึกของคนทำงานอย่าง ลอว์เรนซ์ จึงกลายเป็นภาพเปรียบเทียบที่ทำให้เธอตระหนักได้ถึงความต้องการแท้ ๆ ในชีวิต

ย่อหน้าที่ผ่านมาคงไม่ทำให้เข้าใจผิดเห็นภาพเป็นนิยายพาฝันเกี่ยวกับเมืองไทย เพราะคนแต่งคือ Geraldine Halls ซึ่งคงใส่ประสบการณ์ส่วนตัวของเธอมาบ้างไม่มากก็น้อย (ในฐานะคนออสเตรเลียที่เคยแต่งงานกับคนอังกฤษ และเคยอาศัยที่อุบลราชธานี) ดูเธอเป็นนักเขียนที่ละเอียดอ่อนต่อตัวละครและมีทักษะการเขียนที่ดีทีเดียว แม้แต่ตัวละคร ลอว์เรนซ์ เอง ก็สารภาพกับ โอลิเวีย ว่าบางทีก็หงุดหงิดกับลักษณะเงียบ ๆ เก็บอารมณ์ของคนไทย ซึ่งทำให้บางครั้งเขาต้องทุ่มเทพลังทำงานหนักมากขึ้น ก็ถ้าคนไทยละเอียดอ่อนน้อยกว่านี้หัดโผงผางเอะอะบ้างคงดีกว่า แล้วบางทีเรื่องที่เขาเป็นปากเสียงกับฝรั่งด้วยกันเพื่อปกป้องคนไทย ก็ยิ่งทำให้เขาตกในฐานะลำบาก

แม้ตัวนิยายจะแค่ร่างภาพสเก๊ตช์นิสัยใจคอคนไทยแบบคร่าว ๆ ไม่ได้ระบายสีลึกซึ้งถึงนิสัยใจคอเฉพาะคน อีกทั้งบทพูดที่เอ่ยจากปากคนไทยก็มีเพียงไม่กี่ประโยค แต่นิยายก็แสดงท่าทีข้ามวัฒนธรรมที่ฝรั่งแต่ละคนมีต่อคนไทยได้ดี ยิ่งในด้านของความจริงใจที่จะอ่านใจคนฝรั่งด้วยกันเองนั้น ทำได้เห็นเหตุผล ข้ออ้างและความชอบธรรมที่รอบด้าน เพราะทุกตัวละครไม่มีใครเป็นคนชั่วหาดีไม่เจอ ทุกคนเพียงทำตามที่ตัวเห็นว่าดีมีประโยชน์ แม้อาจเพื่อประจบนายเอาตัวรอดบ้างก็ตามที รวมกระทั่งตัว สุพัฒน์ คนไทยคนเดียวที่ทำงานกับ ลอว์เรนซ์ มาตลอด ซึ่งเมื่อ ลอว์เรนซ์ ถูกบีบให้ออกจากงาน สุพัฒน์ ก็เลือกที่จะเห็นโครงการไหมพังพาบลงมา มากกว่าที่จะยอมเปลืองตัวถูกเด้งตามไปด้วย

ทั้งฉบับภาษาอังกฤษและฉบับแปลไทยท่าทางจะขาดตลาดไปนานมาก ๆ ไม่เห็นมีคนพูดถึงอีกเลย ตัว The Silk Project หรือ “ไหมอีสาน” อาจจะไม่ใช่วรรณกรรมที่มีคุณค่าระดับสูงก็จริงอยู่ แต่สำหรับคนไทยเองน่าสนใจดี ถ้าใครอยากจะย้อนมองตัวเองและสังคมไทยในยุคที่คูคลอง วัดวา แต่กาลก่อนคงเรียบง่าย ไม่มีเรื่องวอกแวกมากมาย เรื่องนี้ก็น่าลองหาอ่าน ตามห้องสมุดเก่า ๆ ยังพอเห็นมีอยู่บ้าง

12.5.51

My Sassy Book (7) Click เมื่อนักเขียนรวมพลังทำบุญ

My Sassy Book (7) Click นักเขียนรวมพลังทำบุญในงานศิลป์

(Note: เล่มนี้ที่จริงต้องเก็บไว้เขียนให้ ช่อการะเกด เดือนตุลาคม แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีความตั้งใจทำจนจบไหม เขียนหนังสือนี่มันเรื่องน่าเบื่อจริง ๆ)

ไม่บ่อยนักที่นักเขียนดังระดับนานาชาติ 10 คนจะร่วมใจมาเขียนนิยายเรื่องเดียวกันคนละ 1 ตอน

ถาม บ.ก. ของ ช่อการะเกดดูแล้วของไทยก็เคยมีเหมือนกัน ประเภทผลัดกันแต่งนิยายเรื่องเดียวกันเนี่ย ทำมาตั้งแต่สมัยนักเขียนรุ่นสุภาพบุรุษนั่นแน่ะ แต่นักเขียนรุ่นเว็บบล็อกนี้เราก็มีนะ เท่ไม่หยอก ที่ http://lonesome-cities.exteen.com/ นี่ไง หนำซ้ำยังไฮเทคตามยุคสมัย ไม่จำกัดแค่เป็นเรื่องสั้น แต่เป็นได้ทั้งหนังสั้น หรือภาพถ่าย ล่าสุดเห็นโยงใยกันไปถึง มาร์เกอริต ดูราส (Marguerite Duras) นั่นเลย

ใน Click นี้บรรดานักเขียนใจบุญเขาทำงานกันฟรีให้องค์กร Amnesty International นักเขียนที่คนไทยเราพอจะรู้จักก็คงเป็น Roddy Doyle นักเขียนชาวไอริชที่แต่งนิยายดัง ๆ เช่น Paddy Clarke Ha Ha Ha หลายเรื่องอย่าง The Commitments, The Van, The Snapper ถูกนำไปสร้างเป็นหนัง นอกจากนั้นก็มี Nick Hornby คนแต่งเรื่อง About A Boy ที่ ฮิว แกรนท์ แสดงจนโด่งดังน่ะแหละ อีกคนก็ Eoin Colfer เจ้าของวรรณกรรมเยาวชนที่ขายดีในบ้านเราอย่าง Artemis Fowl

ไม่รู้เขาเตี๊ยมเรื่องกันอีท่าไหน อ่านดูในเล่มก็ไม่เห็นบอกว่าทำงานกันยังไง เลยเดาเอาเองว่าคงคุยโครงเรื่องและตัวละครหลักคร่าว ๆ คือ สมมติตัวละครครอบครัวหนึ่งขึ้นมา มีพ่อ แม่ และลูกชาย ลูกสาวอย่างละคน มีตัวละครสำคัญเป็นคุณตาของเด็ก ๆ ชื่อ Gee เป็นช่างภาพที่ต้องเดินทางทั่วโลก

เปิดบทแรก คุณตา Gee ตาย ทิ้งมรดกให้หลานคนโปรดทั้งสอง แม็กกี้ ได้รับกล่องไม้ทำมือดีไซน์แปลก ๆ มีช่องขนาดเล็กซ่อนอยู่ในกล่องมากมาย ข้างในมีเปลือกหอยสะสมจากทะเลทั่วโลก คุณตา Gee กำชับไว้ในจดหมายขอให้ แม็กกี้ ตระเวนเอากลับไปคืนยังธรรมชาติ เพราะของแต่ละชิ้นมีเรื่องเล่าเฉพาะตัวที่ตา Gee อยากให้หลานได้เรียนรู้ ส่วน เจสัน พี่ชายของ แม็กกี้ ได้รับกล้องถ่ายภาพของตาไว้ดูต่างหน้า

หลังจากนักเขียนคนแรก Linda Sue Park ปูตัวละครไว้เสร็จ ก็เป็นหน้าที่ของนักเขียนคนอื่น ๆ ที่จะต่อเรื่องไปทางไหนก็ได้ บางคนสนใจเรื่องของลุงก็แต่งเรื่องการผจญภัยของลุงอย่างเดียว บางคนสนใจหลานสาวก็เน้นไปทางนั้น บางคนเพิ่มให้ เจสัน เป็นลูกเลี้ยง โตขึ้นเข้ากับครอบครัวไม่ได้ อยากจะเอากล้องไปขายทิ้ง บางคนเน้นแต่ตัวละครประกอบมากว่าตัวละครหลัก เรียกได้ว่ายิ่งเขียนกันตามใจฉันเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนที่มาต่อเรื่องรายต่อ ๆ ไปต้องหนักใจมากขึ้น แต่ก็เอาตัวรอดกันไปได้ทุกราย

ในเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวคงยากทีเดียวที่จะทำให้ออกมาดีสมบูรณ์แบบ เพราะตัวตนของนักเขียนแต่ละคนก็แรงกล้ากันทั้งนั้น แต่ในแง่ของรายละเอียด และเป็นกรณีศึกษาการแต่งเรื่องแล้ว ถือเป็นงานที่ควรอ่านมาก

ถ้าเขียนไหว อาจจะเขียนอย่างละเอียดลง ช่อการะเกด อีกที ตอนแรกคิดว่าเขียน ศิลปะส่องทางให้กัน ตอน Joseph Cornell ใน ช่อการะเกด 43 นั่นคงเป็นชิ้นสุดท้ายแล้ว หมดแรงจริง ๆ

น่ามีแปลเป็นไทยนะเล่มนี้ ซื้อเล่มปกแข็งได้ที่ร้านหนังสือ Kinokuniya

11.5.51

46 ปีแห่งความหลังเขาพระวิหาร

เขาพระวิหาร
46 ปีผ่านไปยังต้องเถียงกันเรื่องเดิม
(ข่าวสมัยโน้นกับสมัยนี้ ความจริงที่ตามหลอกหลอน)