ภาพถ่ายโดย ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ


ไหมอีสาน
เรื่องก็ง่าย ๆ ว่าด้วยกลุ่มฝรั่งหลายเผ่าพันธุ์ที่ถูกสหประชาชาติส่งมาพัฒนาชนบทในเมืองไทย โดยในเรื่องสมมติเป็นแดนบ้านนอกชื่อ ‘ถนัดนคร’ ว่ากันว่าอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ สักเท่าไร แต่เส้นทางรถไฟก็ยังเข้าไปไม่ถึงตัวเมือง ต้องนั่งเรือข้ามฟากไปอีกที ที่นั่นและอำเภอใกล้เคียงเปิดเป็นโรงเรียนสอนการพัฒนาชนบท รวมทั้งมีโครงการส่งเสริมทำผ้าไหมด้วย
กลุ่มคณะผู้บริการระดับสูงที่มีคนอินเดียหนึ่งคน และที่เหลือเป็นฝรั่งแทบทั้งหมด (มีคนไทยในองค์ประชุม ชื่อ สุพัฒน์ เพียงคนเดียว) ก็ทำงานกันไปตามแต่ที่ตนเองเห็นดี หรือไม่ก็พยายามสร้างภาพสวย ๆ ใส่ไปในรายงานประจำเดือน เว้นก็แต่ผู้ชายเพียงคนเดียว ชื่อ ลอว์เรนซ์ เฟรียร์ ที่เป็นคนอังกฤษซึ่งเคยทำงานในอินเดียมาก่อน หนุ่ม ลอว์เรนซ์ เป็นคนเพียงคนเดียวที่ขลุกกับคนไทยมากที่สุด พยายามจะเข้าใจคนไทย พร้อม ๆ กันนั้น เขาก็เป็นหัวแรงสำคัญที่ก่อตั้งโครงการไหมไทยประจำหมู่บ้านขึ้นมา และที่สำคัญโครงการนี้ทำท่าว่ารุ่งวันรุ่งคืนมากกว่าโครงการอื่นๆ ของชาวคณะ
ท่ามกลางฉากหลังของเรื่องที่ทีมงานฝรั่งต่างขัดขากันเองเพื่อเอาหน้า แต่ตัวเรื่องฉากหน้าที่แท้จริงคือการเดินทางมาถึงของ โอลิเวีย สาวชาวออสเตรเลียที่ติดตาม นีล – สามีของเธอซึ่งกำลังจะมาประจำตำแหน่งระดับสูงที่ถนัดนคร โดยในระหว่างการเดินทางของเธอ ทำให้เธอสะดุดใจกับชนบทไทยที่สงบร่มรื่น คนไทยที่หน้าตาแจ่มใสยิ้มง่าย (แต่อ่านใจยาก) เธอก็เริ่มคิดได้ว่า นีล ไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่เธอเคยรักอีกต่อไปแล้ว เขากลายเป็นคนไร้จุดยืนที่เลียแข้งเจ้านายเพื่อจะได้ยืนในตำแหน่งที่สูงขึ้น ส่วนชายแปลกหน้าที่เอาใจใส่กับความรู้สึกของคนทำงานอย่าง ลอว์เรนซ์ จึงกลายเป็นภาพเปรียบเทียบที่ทำให้เธอตระหนักได้ถึงความต้องการแท้ ๆ ในชีวิต
แม้ตัวนิยายจะแค่ร่างภาพสเก๊ตช์นิสัยใจคอคนไทยแบบคร่าว ๆ ไม่ได้ระบายสีลึกซึ้งถึงนิสัยใจคอเฉพาะคน อีกทั้งบทพูดที่เอ่ยจากปากคนไทยก็มีเพียงไม่กี่ประโยค แต่นิยายก็แสดงท่าทีข้ามวัฒนธรรมที่ฝรั่งแต่ละคนมีต่อคนไทยได้ดี ยิ่งในด้านของความจริงใจที่จะอ่านใจคนฝรั่งด้วยกันเองนั้น ทำได้เห็นเหตุผล ข้ออ้างและความชอบธรรมที่รอบด้าน เพราะทุกตัวละครไม่มีใครเป็นคนชั่วหาดีไม่เจอ ทุกคนเพียงทำตามที่ตัวเห็นว่าดีมีประโยชน์ แม้อาจเพื่อประจบนายเอาตัวรอดบ้างก็ตามที รวมกระทั่งตัว สุพัฒน์ คนไทยคนเดียวที่ทำงานกับ ลอว์เรนซ์ มาตลอด ซึ่งเมื่อ ลอว์เรนซ์ ถูกบีบให้ออกจากงาน สุพัฒน์ ก็เลือกที่จะเห็นโครงการไหมพังพาบลงมา มากกว่าที่จะยอมเปลืองตัวถูกเด้งตามไปด้วย
(Note: เล่มนี้ที่จริงต้องเก็บไว้เขียนให้ ช่อการะเกด เดือนตุลาคม แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีความตั้งใจทำจนจบไหม เขียนหนังสือนี่มันเรื่องน่าเบื่อจริง ๆ)
ใน Click นี้บรรดานักเขียนใจบุญเขาทำงานกันฟรีให้องค์กร Amnesty International นักเขียนที่คนไทยเราพอจะรู้จักก็คงเป็น Roddy Doyle นักเขียนชาวไอริชที่แต่งนิยายดัง ๆ เช่น Paddy Clarke Ha Ha Ha หลายเรื่องอย่าง The Commitments, The Van, The Snapper ถูกนำไปสร้างเป็นหนัง นอกจากนั้นก็มี Nick Hornby คนแต่งเรื่อง About A Boy ที่ ฮิว แกรนท์ แสดงจนโด่งดังน่ะแหละ อีกคนก็ Eoin Colfer เจ้าของวรรณกรรมเยาวชนที่ขายดีในบ้านเราอย่าง Artemis Fowl
เปิดบทแรก คุณตา Gee ตาย ทิ้งมรดกให้หลานคนโปรดทั้งสอง แม็กกี้ ได้รับกล่องไม้ทำมือดีไซน์แปลก ๆ มีช่องขนาดเล็กซ่อนอยู่ในกล่องมากมาย ข้างในมีเปลือกหอยสะสมจากทะเลทั่วโลก คุณตา Gee กำชับไว้ในจดหมายขอให้ แม็กกี้ ตระเวนเอากลับไปคืนยังธรรมชาติ เพราะของแต่ละชิ้นมีเรื่องเล่าเฉพาะตัวที่ตา Gee อยากให้หลานได้เรียนรู้ ส่วน เจสัน พี่ชายของ แม็กกี้ ได้รับกล้องถ่ายภาพของตาไว้ดูต่างหน้า
ในเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวคงยากทีเดียวที่จะทำให้ออกมาดีสมบูรณ์แบบ เพราะตัวตนของนักเขียนแต่ละคนก็แรงกล้ากันทั้งนั้น แต่ในแง่ของรายละเอียด และเป็นกรณีศึกษาการแต่งเรื่องแล้ว ถือเป็นงานที่ควรอ่านมาก
Kira Muratova – เคยดูแต่ Brief Encounters เรื่องเดียวเมื่อหลายปีก่อนแล้วก็หาดูไม่ได้อีกเลย เร็ว ๆ นี้เพิ่งได้ดู The Asthenic Syndrome ที่บ้าบอยังกับต้นแบบของเรื่อง 4 เหมาะที่จะฉายมากในโปรแกรมต่อ ๆ ไปของ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส)
Jean Grémillon – เคยฉายฟิล์ม 16 มม. เรื่อง Lumière d'été กับ Le Ciel est à vous แต่ตอนนี้ไม่รู้ที่สถานทูตฝรั่งเศสยังมีฟิล์มอยู่ไหม
Jean Rouch – ถึงจะถูกเอ่ยชื่อบ่อย ๆ ในหนังสือประวัติศาสตร์หนังหรือตำราชาติพันธุ์วิทยา (เลือกหนังเรื่อง Jaguar ของเขาไว้ใน 151 Cinema) แต่ก็ยังหาดูหนังของ Jean Rouch ได้ยากอยู่ดี
Jacques Rozier เคยเอาฟิล์มเรื่อง Adieu Philippine ที่สมาคมฝรั่งเศสมาฉายดูเองที่บ้าน 2-3 รอบ หนังเรื่องนี้ได้บรรยากาศของวัยรุ่นยุค 60 ดี เหมือนดูหนังของ Truffaut กับ Godard ยุคแรก ๆ 
เคยดูหนังหมอนี่ 2 เรื่องน่าสนใจดี ชอบ To Sleep So As To Dream มากเป็นพิเศษ (อ่านบทความของ มโนธรรม ใน Filmvirus 1) เสียดายหลังจากดูที่ มูลนิธิญี่ปุ่น หรือศูนย์วัฒนธรรม ก็หาดูไม่ได้อีกเลย
Cinema
Gleb Panfilov หมอนี่เงียบไปเลยตอนนี้เลิกทำหนังใหญ่ไปนาน โผล่มาเมื่อ 2 ปีที่แล้วหันไปทำหนังทีวีมินิซีรี่ย์ซะแล้ว เมื่อราวปี 2530 ที่โรง NFT ลอนดอนฉายเทศกาลหนังของเขาทุกเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นหนังโดนแบนห้ามฉายสมัยก่อนยุคกอร์บาชอฟ เมียของ Panfilov ชื่อ Inna Churikova แสดงหนังให้เขาหลายเรื่อง จำได้ว่ายังซื้อโปสเตอร์หนังเรื่อง The Theme (Tema) มาด้วย
Rolan Bykov เขาเป็นที่รู้จักในรัสเซียในฐานะนักแสดงจากเรื่อง The Overcoat (เสื้อคลุม) และ Letters from a Dead Man แต่เท่าที่ดูการกำกับจากหนังเรื่องเดียวคือ Scarecrow (Chuchelo) หนังรัสเซียปี 1983 ที่เกี่ยวกับเด็กนักเรียนที่โดนกลุ่มเพื่อนรังแก ดูเรื่องนี้แล้วอาจทำให้หนังดราม่าเกี่ยวกับนักเรียนทั่ว ๆ ไปกลายเป็นหนังเด็ก ๆ แม้จะดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังโซเวียตที่ถูกแบนเมื่อ 20 กว่าปีแล้ว แต่ก็ยังลืมไม่ลง
Konstantin Lopushansky คนกำกับ Letters from a Dead Man (อ่านเพิ่มเติมใน Bookvirus 1) เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้ Andrey Tarkovsky ขณะสร้าง Stalker
เป็นไปได้ไหมที่หนังสือการ์ตูนจะละเมียดและซึมลึกถึงแกนใจที่อ้างว้าง
Jimmy Corrigan or The Smartest Kid on Earth จัดเป็นผลงานชั้นครูของ Chris Ware อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผลงานกึ่งประวัติศาสตร์ส่วนตัวเล่มนี้ มันคงไม่มีค่าเป็นผลงานระดับหัวกะทิที่แทบทุกคนซูฮก ถ้าคนอ่านทั่วไปไม่สามารถจูนใจเข้ากับตัวละครอย่าง Jimmy Corrigan (จิมมี่ คอร์ริแกน) เจ้าหนูจิ๋วแจ๋วเจาะโลกที่ไม่ยักจะเก่งสมชื่อ หรือได้แค่สักส่วนเสี้ยวของ ปิ่น ปรเมศร์
อายุ จิมมี่ อาจยังไม่ถึง 40 ก็จริง แต่รูปร่างหน้าตารูปร่างนั้นแก่ก่อนวัยหมือนคนอายุสัก 60 ด้วยเพราะเขินอายไม่กล้าปฏิเสธใคร วางตัวในสังคมก็ไม่ค่อยถูก พอเสร็จจากงานก็กลับบ้าน กินอาหารขยะ ดูทีวี แอบฝันถึง เพ็กกี้ สาวน้อยที่ทำงานในไปรษณีย์เดียวกัน ซ้ำเมื่อไรที่ทำใจเข้าไปจีบเป็นต้องโดนตอกกลับหน้าหงายทุกที
“ครอบครัว” ความหมายที่ครอบคลุมถึงสิ่งแปลกปลอม และสิ่งที่น่าใฝ่หา
เนื้อเรื่องการ์ตูนของ Chris Ware อาจเป็นปัญหาสาหัสระดับสากล ทำให้คนอ่านนึกภาพโศกนาฏกรรมบีบน้ำตา แต่หากเทียบวิธีการใช้ภาพของ คริส แวร์ อย่างหยาบ ๆ อาจต้องเปรียบประมาณ Adaji Mitsuru (อดาจิ มิทสึรุ) ผู้แต่งการ์ตูน Miyuki, Touch, Rough และ H2 ที่เป็นเทพในการใช้ลายเส้น นิ่ง น้อย เงียบ คือเป็นลายเส้นเรียบง่ายระเบียบสะอาดตา ชัดเจนคมคาย ไม่มีเส้นรกรุงรัง กรอบเล็กและใหญ่บอกกล่าวเหตุการณ์เท่าที่จำเป็น แต่สำหรับ คริส แวร์ การเปิดที่ว่างใช้เฟรม แม่นยำในการเซ็ทฉากเชิงสถาปัตย์ การคุมโทนสีต่าง ๆ ให้ดูกลมกลืน ลักษณะขัดเขินผิดที่ผิดทางของตัวละครที่เปลี่ยนรายละเอียดแต่ละเฟรมเพียงน้อย ช่วยขยายภาพวังเวงระหว่าง จิมมี่ กับ ครอบครัว
ปัญหาการเข้าถึงคนอื่นถูกแสดงด้วยความเงียบ การสนทนาอิหลักอิเหลื่อ ท่าทีเก้กังอ้ำอึ้งชะงักงันของคนที่ไม่มีอะไรจะคุยกัน บทบาทของผู้มอบความรักความอบอุ่นที่มาผิดจังหวะ อารมณ์ขันที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซึ่งทำให้ต้องยอมรับว่าเวลาส่วนใหญ่ของคนเรามักจะหมดไปกับการเป็นจำอวดในพิพิธภัณฑ์ชีวิต (ที่ไม่ควรจะเป็นเยี่ยงอย่างให้ใครได้ซื้อตั๋วเข้าชมเลยด้วยซ้ำ)
การ์ตูน Jimmy Corrigan or The Smartest Kid on Earth ของ Chris Ware เขียนด้วยสไตล์ล้ำยุคกวนตีนสูตรสำเร็จให้กลับหัวกลับหางแบบที่ Jim Jarmusch, Quentin Tarantino และพี่น้องตระกูล Coen ทดลองกับหนังของพวกเขา หากแต่ Chris Ware ก็ไม่ได้ลืมหัวใจของความเป็นมนุษย์มนาแบบที่นักทำหนังชั้นยอดอย่าง Rob Nilsson, Jay Duplass, Joe Swanberg และ So Yong Kim ทำสำเร็จ
Cold Skin
“I was a recluse not on the island, but in my memory.”
ที่กระท่อมร้าง เขาไม่พบพนักงานบันทึกสภาพอากาศคนที่เขาต้องมาประจำงานแทน มนุษย์เพียงหนึ่งเดียวที่เขาเจอบนเกาะคือชายชาวออสเตรียนาม กรูเนอร์ ซึ่งมีสภาพคล้ายคนขาดสติที่วันๆ ขลุกตัวเองอยู่ในประภาคาร
ทีแรกอ่านเรื่องย่อหลังปกก็ชวนลึกลับน่าติดตามพอแล้ว แต่ไม่นึกว่านิยายเรื่องนี้จะให้มากกว่าความสนุกตื่นเต้น ทั้งๆ ที่นิยายมีตัวละครหลัก ๆ เพียง 2 ตัว แต่ก็เจาะจิตด้านมืดของตัวละครได้อย่างทะลุทะลวง ยากจะบอกได้ว่าช่องว่างระหว่างสีเทากับดำนั้นยังเหลือพื้นที่อีกมั้ย ไม่เฉพาะระหว่างคนกับคน แต่รวมถึงคนกับพรายน้ำตัวเมียที่ทำหน้าที่เยี่ยงทาสในประภาคาร เธอผู้ซึ่งไม่มีทางจะมีความเป็นมนุษย์มากไปกว่าที่เค้าโครงเลือนรางของเธอจะอนุญาตให้เป็น ทุกครั้งที่เธอส่งเสียงร้องเพลงโหยหวน ณ เมื่อนั้นชายทั้งสองรู้ดีว่านั่นคือเพลงกล่อมส่งวิญญาณและชะตาชีวิตของพวกเขากำลังถูกแขวนบนเส้นด้ายเปื่อยยุ่ย
ไม่แปลกหากผู้แต่งเรื่อง Cold Skin คือ Albert Sánchez Piñol จะเคยเป็นนักมานุษยวิทยามาก่อน และคงไม่ผิดคาดว่าภาพเปรียบเปรยของหลุมดำในใจคนนี้จะบอกใบ้ถึงเหตุการณ์ในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งมีเงื่อนงำให้ย้อนถามความหมายที่แท้จริงของคำว่า “วิวัฒนาการของผู้เจริญแล้ว”
Take Me, Take Me With You
ณ วันนี้ วันที่ ลาร่า ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่มหาวิทยาลัยปริ้นซ์ตัน เธอแน่ใจว่าเธอได้ทิ้งอดีตที่อยากลืมไว้เบื้องหลัง ไม่มีใครรู้จักเธอในนาม ลอร์เรน อีกต่อไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตที่เปลี่ยวเหงาของเธอจะมีใครสักคนมาช่วยเชิดชูกำลังใจ
เท่าที่โม้มาอาจจะฟังคล้ายแนวอาชญากรรมผสมอีโรติกเชิงจิตวิทยา แต่นั่นก็คงเป็นการสรุปแบบตีขลุมไปหน่อย แม้โดยตัวเรื่องจะชวนคาดเดาไปทางนั้นก็ตาม และถึงมันจะไม่ใช่นิยายเซอร์ไพร้ซ์พล็อตแนวใหม่ ๆ ซ้ำตัว Joyce Carol Oates เองก็อาจเขียนเรื่องแนวนี้มาจนปรุ คงมีเรื่องอื่น ๆ ของเธอที่ทำได้ดีกว่าด้วย แต่นี่ก็เป็นหนังสือที่อ่านแล้ววางไม่ลง ไม่ใช่เพราะมันลุ้นระทึก แต่เพราะมันเจาะลึกถึงจิตใจหญิงที่ยากแท้หยั่งถึง ว่ากันแบบเนื้อ ๆ ถึงมิติของคนที่หาความแจ่มกระจ่างได้ยาก อย่างที่หลายคนน่าจะรู้สึกได้ (หากไม่ติดนิยายสืบสวนแนวสูตรสำเร็จมากเกินไป) ว่าในชีวิตจริง ไม่มีใครเป็นแค่เหยื่อ หรือผู้ล่า บางครั้งบางคราวคนที่อ่อนแอที่สุดอาจเป็นได้ทั้งสองอย่างหรือมากกว่า และถ้าไม่ใช่ในเวลาเดียวกันก็คงในเวลาไล่เลี่ยกัน
ทุกคนในเมืองรู้จักหญิงสาวที่ชื่อ Laura Byrd (ลอร่า เบิร์ด) ดี พวกเขาซึ่งมีทั้งมิตรและศัตรูต่างรู้จักเธอไม่ก็ทางใดทางหนึ่งด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไป แต่ตัว ลอร่า เบิร์ด ก็ยังไม่โผล่มาที่นั่น แม้ว่าทั้งพ่อและแม่ของเธอจะรอคอยการมาถึงของเธออย่างใจจรดใจจ่อ
นิยาย The Brief History of the Dead ของ Kevin Brockmeier (เควิน บร็อคไมเออร์) อาจมีส่วนคล้ายกับ The Hard-Boiled Wonderland and the End of the World ของ Haruki Murakami (ฮารุกิ มูรากามิ) ตรงที่เล่าเรื่องในโลกคู่ขนานต่างภพสลับกันไปมาจนกระทั่งถึงตอนขมวดปม แต่ต่อให้พล็อตเรื่องจะเป็นหัวใจสำคัญ ถึงยังไงในส่วนของรายละเอียดตัวละครประกอบก็ไม่ใช่แค่ภาพแบน ๆ โดยเฉพาะการบรรยายภาพความหนาวเหน็บที่คณะสำรวจของ ลอร่า เบิร์ด ต้องทนทรหด ภาพนิมิตหลังความตายที่ทุกคนต้องเจอในแบบฉบับที่แตกต่างกันก่อนจะได้มาอาศัยที่ตัวเมือง รวมทั้งอาชีพต่างๆ ที่คนตายแล้วยังก้มหน้าทำงานเหมือนเมื่อตอนที่ยังมีชีวิต ภาพจัตุรัส หรือร้านกาแฟที่คนในเมืองชอบไปนั่งเล่นในวันหยุด
ที่สำคัญตัวละครคู่สามีภรรยาชราที่ให้ภาพจริงของคนรักที่อยู่ด้วยกันมานานจนเกิดส่วนผสมของความหงุดหงิดแอบแฝงในความคุ้นชิน Kevin Brockmeier แต่งภาพของคนแต่ละคนในชุมชนได้ดีพอ ๆ กับที่ Haruki Murakami ระบายภาพของคนสันโดษในเมืองจินตนาการที่ Hard-Boiled Wonderland and the End of the World
เขาเรียกมันว่านิยายภาพ (Graphic Novel) การ์ตูน (cartoon) หรือ มังหงะ (Manga) แต่ที่จริงมันคือโฉมหน้าของผีห่าซาตานที่กระทรวงกำเนิดเกล้าต้องเฝ้าระวัง!
ภาพฝันร้ายพิสดารเริ่มขึ้นในคลาสชีววิทยา ขณะที่ คีธ พ่อหนุ่มน้อยตัวเอกของเรื่องกำลังกำลังกระดี๊กระด๊าเพราะได้โอกาสนั่งร่วมกลุ่มศึกษาการผ่าร่างกบกับ คริส โรห์ดส์ สาวน้อยที่เขาหลงรัก แต่ยังไม่เคยกล้าออกปากชวนเจ้าหล่อนคุยด้วยสักที นาทีต่อมาเขาถึงกลับต้องหัวตั้งเมื่อจ้องไปที่ท้องเจ้ากบน้อยตัวที่เขากำลังแหวะท้อง ในรอยผ่าแยกนั้นเหมือนเขากำลังมองไปในหลุมดำที่ไม่มีจุดจบ หน้าตามันชวนให้นึกถึงอวัยวะเพศหญิงที่น่าเกลียดน่ากลัว
ลือกันว่ามีโรคแปลกประหลาดชื่อ Bug เกิดขึ้นทางเพศสัมพันธ์ โรคร้ายที่เกิดขึ้นจากเซ็กส์ชั่วคราวทำให้ คริส เกิดรอยแยกประหลาดบนหลังของเธอ (นึกถึง Existenz, Rabid หรือ Videodrome ของ เดวิด โครเนนเบิร์ก) ฝ่ายเจ้าหนุ่มที่เธอหลงเพ้อรักไปด้วยนั้นก็มีริมฝีปากที่เรียกร้องหาเลือดและแรงกระสันต์ ส่วนคีธ ซึ่งอายเกินกว่าที่จะกล้าจีบ คริส ก็ไปมีเซ็กส์กับสาวพี้ยาคนหนึ่งที่ก้นมีหางสุนัข
ในป่าละเมาะใกล้โรงเรียนมีชุมชนของคนนอกคอกที่แอบไปตั้งรกรากแบบลับ ๆ วัยรุ่นคนไหนเข้าไปในป่าต้องคอยระวังตัว มีคราวหนึ่งที่ คีธ เดินไปพบสิ่งแปลกปลอมอะไรสักอย่างในพงไม้ แต่เมื่อเขาหยิบดูก็พบว่าเป็นแผ่นหนังมนุษย์ผู้หญิงที่ไม่ต่างจากผิวงูลอกคราบ ระหว่างนั้นเองมีเงาตะคุ่มในพุ่มไม้คอยจับตาเขาอยู่ และเมื่อเขาได้เห็นมันใกล้ ๆ เขาก็แทบช็อคเมื่อเห็นใบหน้าตะปุ่มตะป่ำน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน
หวังว่า Black Hole ของ Charles Burns คงมีแปลเป็นภาษาไทยสักวัน ไม่งั้นก็อาจต้องรอให้ลูกสมุนของสองเดวิด David Cronenberg หรือ David Lynch หยิบไปทำหนัง
หนังสือเล่มเดียวกันที่มือหยิบจับในเวลาต่างขณะ อาจให้อารมณ์แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ขณะเมื่อแรกซื้ออาจเป็นแค่ปึกกระดาษเย็บเล่มสวยที่ไร้สัมพันธ์กับเราโดยสิ้นเชิง แต่หลังจากเราอ่านแล้ว มันกลับดูพองโตด้วยอดีตและประสบการณ์ดี ๆ ธาตุไม้เย็บเล่มอันเดิมไม่ได้แค่ผ่านการหยิบจับที่ดึงดัน แต่ผ่านการทะนุถนอมพรวนดิน เพื่อให้พรมหญ้าของสวนสวยนั้นชุ่มใจเราได้อีกนาน ๆ
นอกจาก Pan’s Labyrinth ที่ทำให้โลกของเทพนิยายไปต่อได้อีก ก็ต้องรวม The Orphanage เอาไว้ด้วย เรื่องหลังนี้เชื่อมต่อกับ The Others, The Innocents และ The Haunting (ฉบับ Robert Wise) ได้เหมาะเหม็ง แล้วไม่รู้คนอื่นจะว่าไง แต่ถ้าฉาย The Orphanage ควบกับ Celine and Julie Go Boating คงเป็นคู่ที่พิลึกดี