16.5.51

For Paisit’s Fanclub 2

For Paisit’s Fanclub 2
ภาพถ่ายโดย ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ

15.5.51

My Sassy Book (8) ไหมอีสาน ธุรการแบบไทย ๆ (ที่ไม่ใช่ธุระของชาติอื่น)

My Sassy Book (8) ไหมอีสาน ธุรการแบบไทย ๆ (ที่ไม่ใช่ธุระของชาติอื่น)

ไหมอีสาน
The Silk Project
แต่งโดย Geraldine Halls, พิมพ์ภาษาอังกฤษครั้งแรกปี 1965
แปลเป็นภาษาไทยโดย รัตนา
สำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม 2511

“พวกเธอควรจะต้องหัดระแวงสงสัยในของขวัญที่เรานำมามอบให้ ต้องหัดระแวงผม ระแวงพวกฝรั่งทุกคนที่อยู่ที่นี่ พวกเรามีงานที่จะต้องทำ และคนที่ทำงานวุ่น ๆ ทุกคนมักจะเป็นโรคเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือโรคจำใจทำ”

หลายปีก่อน เดินไปร้านหนังสือท่าช้างใกล้ท่าเรือ เจอนิยายแปลเล่มนี้ พลิกอ่านข้างในเห็นเขียนเกี่ยวกับคนไทยและเมืองไทยด้วยมุมมองฝรั่ง ลองซื้อไปอ่านดูแล้วแน่ใจว่าเลือกไม่ผิด

เรื่องก็ง่าย ๆ ว่าด้วยกลุ่มฝรั่งหลายเผ่าพันธุ์ที่ถูกสหประชาชาติส่งมาพัฒนาชนบทในเมืองไทย โดยในเรื่องสมมติเป็นแดนบ้านนอกชื่อ ‘ถนัดนคร’ ว่ากันว่าอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ สักเท่าไร แต่เส้นทางรถไฟก็ยังเข้าไปไม่ถึงตัวเมือง ต้องนั่งเรือข้ามฟากไปอีกที ที่นั่นและอำเภอใกล้เคียงเปิดเป็นโรงเรียนสอนการพัฒนาชนบท รวมทั้งมีโครงการส่งเสริมทำผ้าไหมด้วย

ดอกเตอร์ แครมม์ นักวิชาการชาวอเมริกันที่เป็นผู้บริหารสถาบันคนปัจจุบันนั้นเป็นคนที่มีวิชาความรู้เยอะ แต่ทำงานร่วมกับคนไทยไม่เป็น เขาชอบเน้นไปที่เรื่องยาก ๆ หรือทฤษฎีไกลตัวที่ใช้ในทางปฏิบัติกับวิถีไทยไม่ได้ ถึงเขาจะมีความตั้งใจดี แต่ข้อเสียสำคัญคือ ชอบมองว่ามีแต่วิธีทำงานของตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง ลักษณะนิสัยของไทยที่เรื่อย ๆ เรียง ๆ รักสนุก ไม่ชอบวางแผนการอนาคตจึงมักถูก ดอกเตอร์ แครมม์ มองว่าไม่มีหัวสมอง

ดอกเตอร์ แครมม์ บ่นว่า “เรื่องปวดหัวเกี่ยวกับคนไทยก็คือ ถ้าลงบอกว่า เรามาช่วยกันคิดซิ ละก็ พวกเขาก็จะช่วยกันคิดเสร็จสรรพเสียเองทุกครั้ง แล้วผลที่ออกมา ถ้าไม่ผิดอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ก็มักจะออกมาห้าแต้มเสียทุกคราวไป”

กลุ่มคณะผู้บริการระดับสูงที่มีคนอินเดียหนึ่งคน และที่เหลือเป็นฝรั่งแทบทั้งหมด (มีคนไทยในองค์ประชุม ชื่อ สุพัฒน์ เพียงคนเดียว) ก็ทำงานกันไปตามแต่ที่ตนเองเห็นดี หรือไม่ก็พยายามสร้างภาพสวย ๆ ใส่ไปในรายงานประจำเดือน เว้นก็แต่ผู้ชายเพียงคนเดียว ชื่อ ลอว์เรนซ์ เฟรียร์ ที่เป็นคนอังกฤษซึ่งเคยทำงานในอินเดียมาก่อน หนุ่ม ลอว์เรนซ์ เป็นคนเพียงคนเดียวที่ขลุกกับคนไทยมากที่สุด พยายามจะเข้าใจคนไทย พร้อม ๆ กันนั้น เขาก็เป็นหัวแรงสำคัญที่ก่อตั้งโครงการไหมไทยประจำหมู่บ้านขึ้นมา และที่สำคัญโครงการนี้ทำท่าว่ารุ่งวันรุ่งคืนมากกว่าโครงการอื่นๆ ของชาวคณะ

ลอว์เรนซ์ ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะเขาเป็นคนตรงขวานผ่าซาก ชนิดที่ว่าคงมีคนเดียวที่กล้าประกาศออกไมโครโฟนเตือนทั้งคนฝรั่งและคนไทยให้ระวัง (ย้อนอ่านคำโปรยข้างบนสุด รวมทั้งอ่านย่อหน้าต่อไปนี้)

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงจะต้องมีขึ้นตามกาลเวลา เพราะทุก ๆ ครั้งที่เราคิดว่าได้ผลที่แท้จริงนั้น เราก็ต้องยอมเสียอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนด้วยทุก ๆ ก้าว เราควรจะต้องถามตัวเองเพื่อให้แน่ใจเสียก่อนว่า การที่เราเอามรดกตกทอดจากปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเข้าเสี่ยงนั้น คุ้มค่ากับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นละหรือ”

ไม่ใช่ว่า ลอว์เรนซ์ มองเห็นแต่ด้านสวยหรูของคนไทย แต่เพราะเขามองว่าระบบเหลาะแหละของคนไทยที่แอบตอดเล็กตอดน้อยใต้โต๊ะบ้างนั้นอาจไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัส ถ้างานหลักยังเดินไปข้างหน้าก็ถือว่าได้การ คนไทยไม่ชอบการปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าแบบฝรั่ง ถ้าคนไทยไม่พอใจก็เงียบไม่แสดงออก แล้วแอบทำ ขอแค่ไม่มากดดันกันเกินไป คนไทยก็จะยิ้มได้ตลอด การที่ ลอว์เรนซ์ เข้าใจคนไทยดีพอ เขาจึงเถียงกับ ดอกเตอร์ แครมม์ เมื่อ ดอกเตอร์ บ่นว่า คนไทยชอบโกงใบเสร็จรับเงิน

“ผมก็รู้ว่าเขาต้องเอาไปแน่” ลอเร็นซ์ ตอบอย่างแห้งแล้ง “ไม่เอาก็โง่เต็มทีละ แต่ว่ามันจะได้ประโยชน์อะไรล่ะถ้าเราจะขุดกันขึ้นมาว่าใส่หน้าเขา ทำอย่างนั้นยิ่งจะก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์กันมากขึ้นเท่านั้น แล้วคุณก็ไม่มีทางจะทำอะไรได้ด้วย”
“เราก็ต้องหยุดยั้งไว้ไม่ให้เรื่องยังงี้เกิดขึ้นได้อีกน่ะซี”


“คุณทำได้งั้นรึ ? พวกเขาจะกลมกลิ้งหลบหลีกคุณสักแค่ไหนเขาก็ย่อมทำได้ คุณพูดภาษาของเขาก็ไม่ได้ อ่านใบอินวอยซ์ของเขาก็ไม่รู้เรื่อง นอกจากเสียว่าเขาอยากจะให้คุณเข้าใจเมื่อไรเขาก็แปลให้คุณฟัง นี่แน่ะครับ ดอกเตอร์แครมม์ พวกคนไทยน่ะมีความดีหลายอย่างอยู่ในตัวเหมือนกันนะ เขามีไหวพริบ มีความอุตสาหะ มีเหตุมีผลและรู้หลักรู้เกณฑ์ เขารู้ดีหรอกว่าเมื่อใดถึงเวลาที่ควรจะหยุด นอกจากเสียว่าเขาจะไม่ทำเพราะคุณไปบังคับให้เขาทำเท่านั้น.......... เราลองมาพิจารณาดูในแง่ของเขาบ้างซิ ว่าในที่สุดพวกเขานี่แหละต้องเป็นคนลงมือทำงานเอง พวกเราก็ได้แต่อยู่ห่างๆ คอยบอกเขาว่าควรจะทำนั่นทำนี่ ปัญหาของพวกเขามากมายก่ายกองนั้นพวกเรารู้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่เขารู้ และต่อให้คุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ตามแต่มันก็เป็นวิธีการที่ได้ผล ในส่วนตัวของผมนั้น ผมพร้อมที่จะไว้ใจเขาอยู่บ้างเหมือนกัน”

ท่ามกลางฉากหลังของเรื่องที่ทีมงานฝรั่งต่างขัดขากันเองเพื่อเอาหน้า แต่ตัวเรื่องฉากหน้าที่แท้จริงคือการเดินทางมาถึงของ โอลิเวีย สาวชาวออสเตรเลียที่ติดตาม นีล – สามีของเธอซึ่งกำลังจะมาประจำตำแหน่งระดับสูงที่ถนัดนคร โดยในระหว่างการเดินทางของเธอ ทำให้เธอสะดุดใจกับชนบทไทยที่สงบร่มรื่น คนไทยที่หน้าตาแจ่มใสยิ้มง่าย (แต่อ่านใจยาก) เธอก็เริ่มคิดได้ว่า นีล ไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่เธอเคยรักอีกต่อไปแล้ว เขากลายเป็นคนไร้จุดยืนที่เลียแข้งเจ้านายเพื่อจะได้ยืนในตำแหน่งที่สูงขึ้น ส่วนชายแปลกหน้าที่เอาใจใส่กับความรู้สึกของคนทำงานอย่าง ลอว์เรนซ์ จึงกลายเป็นภาพเปรียบเทียบที่ทำให้เธอตระหนักได้ถึงความต้องการแท้ ๆ ในชีวิต

ย่อหน้าที่ผ่านมาคงไม่ทำให้เข้าใจผิดเห็นภาพเป็นนิยายพาฝันเกี่ยวกับเมืองไทย เพราะคนแต่งคือ Geraldine Halls ซึ่งคงใส่ประสบการณ์ส่วนตัวของเธอมาบ้างไม่มากก็น้อย (ในฐานะคนออสเตรเลียที่เคยแต่งงานกับคนอังกฤษ และเคยอาศัยที่อุบลราชธานี) ดูเธอเป็นนักเขียนที่ละเอียดอ่อนต่อตัวละครและมีทักษะการเขียนที่ดีทีเดียว แม้แต่ตัวละคร ลอว์เรนซ์ เอง ก็สารภาพกับ โอลิเวีย ว่าบางทีก็หงุดหงิดกับลักษณะเงียบ ๆ เก็บอารมณ์ของคนไทย ซึ่งทำให้บางครั้งเขาต้องทุ่มเทพลังทำงานหนักมากขึ้น ก็ถ้าคนไทยละเอียดอ่อนน้อยกว่านี้หัดโผงผางเอะอะบ้างคงดีกว่า แล้วบางทีเรื่องที่เขาเป็นปากเสียงกับฝรั่งด้วยกันเพื่อปกป้องคนไทย ก็ยิ่งทำให้เขาตกในฐานะลำบาก

แม้ตัวนิยายจะแค่ร่างภาพสเก๊ตช์นิสัยใจคอคนไทยแบบคร่าว ๆ ไม่ได้ระบายสีลึกซึ้งถึงนิสัยใจคอเฉพาะคน อีกทั้งบทพูดที่เอ่ยจากปากคนไทยก็มีเพียงไม่กี่ประโยค แต่นิยายก็แสดงท่าทีข้ามวัฒนธรรมที่ฝรั่งแต่ละคนมีต่อคนไทยได้ดี ยิ่งในด้านของความจริงใจที่จะอ่านใจคนฝรั่งด้วยกันเองนั้น ทำได้เห็นเหตุผล ข้ออ้างและความชอบธรรมที่รอบด้าน เพราะทุกตัวละครไม่มีใครเป็นคนชั่วหาดีไม่เจอ ทุกคนเพียงทำตามที่ตัวเห็นว่าดีมีประโยชน์ แม้อาจเพื่อประจบนายเอาตัวรอดบ้างก็ตามที รวมกระทั่งตัว สุพัฒน์ คนไทยคนเดียวที่ทำงานกับ ลอว์เรนซ์ มาตลอด ซึ่งเมื่อ ลอว์เรนซ์ ถูกบีบให้ออกจากงาน สุพัฒน์ ก็เลือกที่จะเห็นโครงการไหมพังพาบลงมา มากกว่าที่จะยอมเปลืองตัวถูกเด้งตามไปด้วย

ทั้งฉบับภาษาอังกฤษและฉบับแปลไทยท่าทางจะขาดตลาดไปนานมาก ๆ ไม่เห็นมีคนพูดถึงอีกเลย ตัว The Silk Project หรือ “ไหมอีสาน” อาจจะไม่ใช่วรรณกรรมที่มีคุณค่าระดับสูงก็จริงอยู่ แต่สำหรับคนไทยเองน่าสนใจดี ถ้าใครอยากจะย้อนมองตัวเองและสังคมไทยในยุคที่คูคลอง วัดวา แต่กาลก่อนคงเรียบง่าย ไม่มีเรื่องวอกแวกมากมาย เรื่องนี้ก็น่าลองหาอ่าน ตามห้องสมุดเก่า ๆ ยังพอเห็นมีอยู่บ้าง

12.5.51

My Sassy Book (7) Click เมื่อนักเขียนรวมพลังทำบุญ

My Sassy Book (7) Click นักเขียนรวมพลังทำบุญในงานศิลป์

(Note: เล่มนี้ที่จริงต้องเก็บไว้เขียนให้ ช่อการะเกด เดือนตุลาคม แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีความตั้งใจทำจนจบไหม เขียนหนังสือนี่มันเรื่องน่าเบื่อจริง ๆ)

ไม่บ่อยนักที่นักเขียนดังระดับนานาชาติ 10 คนจะร่วมใจมาเขียนนิยายเรื่องเดียวกันคนละ 1 ตอน

ถาม บ.ก. ของ ช่อการะเกดดูแล้วของไทยก็เคยมีเหมือนกัน ประเภทผลัดกันแต่งนิยายเรื่องเดียวกันเนี่ย ทำมาตั้งแต่สมัยนักเขียนรุ่นสุภาพบุรุษนั่นแน่ะ แต่นักเขียนรุ่นเว็บบล็อกนี้เราก็มีนะ เท่ไม่หยอก ที่ http://lonesome-cities.exteen.com/ นี่ไง หนำซ้ำยังไฮเทคตามยุคสมัย ไม่จำกัดแค่เป็นเรื่องสั้น แต่เป็นได้ทั้งหนังสั้น หรือภาพถ่าย ล่าสุดเห็นโยงใยกันไปถึง มาร์เกอริต ดูราส (Marguerite Duras) นั่นเลย

ใน Click นี้บรรดานักเขียนใจบุญเขาทำงานกันฟรีให้องค์กร Amnesty International นักเขียนที่คนไทยเราพอจะรู้จักก็คงเป็น Roddy Doyle นักเขียนชาวไอริชที่แต่งนิยายดัง ๆ เช่น Paddy Clarke Ha Ha Ha หลายเรื่องอย่าง The Commitments, The Van, The Snapper ถูกนำไปสร้างเป็นหนัง นอกจากนั้นก็มี Nick Hornby คนแต่งเรื่อง About A Boy ที่ ฮิว แกรนท์ แสดงจนโด่งดังน่ะแหละ อีกคนก็ Eoin Colfer เจ้าของวรรณกรรมเยาวชนที่ขายดีในบ้านเราอย่าง Artemis Fowl

ไม่รู้เขาเตี๊ยมเรื่องกันอีท่าไหน อ่านดูในเล่มก็ไม่เห็นบอกว่าทำงานกันยังไง เลยเดาเอาเองว่าคงคุยโครงเรื่องและตัวละครหลักคร่าว ๆ คือ สมมติตัวละครครอบครัวหนึ่งขึ้นมา มีพ่อ แม่ และลูกชาย ลูกสาวอย่างละคน มีตัวละครสำคัญเป็นคุณตาของเด็ก ๆ ชื่อ Gee เป็นช่างภาพที่ต้องเดินทางทั่วโลก

เปิดบทแรก คุณตา Gee ตาย ทิ้งมรดกให้หลานคนโปรดทั้งสอง แม็กกี้ ได้รับกล่องไม้ทำมือดีไซน์แปลก ๆ มีช่องขนาดเล็กซ่อนอยู่ในกล่องมากมาย ข้างในมีเปลือกหอยสะสมจากทะเลทั่วโลก คุณตา Gee กำชับไว้ในจดหมายขอให้ แม็กกี้ ตระเวนเอากลับไปคืนยังธรรมชาติ เพราะของแต่ละชิ้นมีเรื่องเล่าเฉพาะตัวที่ตา Gee อยากให้หลานได้เรียนรู้ ส่วน เจสัน พี่ชายของ แม็กกี้ ได้รับกล้องถ่ายภาพของตาไว้ดูต่างหน้า

หลังจากนักเขียนคนแรก Linda Sue Park ปูตัวละครไว้เสร็จ ก็เป็นหน้าที่ของนักเขียนคนอื่น ๆ ที่จะต่อเรื่องไปทางไหนก็ได้ บางคนสนใจเรื่องของลุงก็แต่งเรื่องการผจญภัยของลุงอย่างเดียว บางคนสนใจหลานสาวก็เน้นไปทางนั้น บางคนเพิ่มให้ เจสัน เป็นลูกเลี้ยง โตขึ้นเข้ากับครอบครัวไม่ได้ อยากจะเอากล้องไปขายทิ้ง บางคนเน้นแต่ตัวละครประกอบมากว่าตัวละครหลัก เรียกได้ว่ายิ่งเขียนกันตามใจฉันเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้คนที่มาต่อเรื่องรายต่อ ๆ ไปต้องหนักใจมากขึ้น แต่ก็เอาตัวรอดกันไปได้ทุกราย

ในเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวคงยากทีเดียวที่จะทำให้ออกมาดีสมบูรณ์แบบ เพราะตัวตนของนักเขียนแต่ละคนก็แรงกล้ากันทั้งนั้น แต่ในแง่ของรายละเอียด และเป็นกรณีศึกษาการแต่งเรื่องแล้ว ถือเป็นงานที่ควรอ่านมาก

ถ้าเขียนไหว อาจจะเขียนอย่างละเอียดลง ช่อการะเกด อีกที ตอนแรกคิดว่าเขียน ศิลปะส่องทางให้กัน ตอน Joseph Cornell ใน ช่อการะเกด 43 นั่นคงเป็นชิ้นสุดท้ายแล้ว หมดแรงจริง ๆ

น่ามีแปลเป็นไทยนะเล่มนี้ ซื้อเล่มปกแข็งได้ที่ร้านหนังสือ Kinokuniya

11.5.51

46 ปีแห่งความหลังเขาพระวิหาร

เขาพระวิหาร
46 ปีผ่านไปยังต้องเถียงกันเรื่องเดิม
(ข่าวสมัยโน้นกับสมัยนี้ ความจริงที่ตามหลอกหลอน)


10.5.51

บันทึกเกี่ยวกับคนทำหนังที่ตกสำรวจ

บันทึกเกี่ยวกับคนทำหนังที่ตกสำรวจ
ยิ่งเขียนหนังสือเท่าไหร่ แทนที่จะพัฒนาขึ้นกลับยิ่งสิ้นหวัง

Kira Muratova – เคยดูแต่ Brief Encounters เรื่องเดียวเมื่อหลายปีก่อนแล้วก็หาดูไม่ได้อีกเลย เร็ว ๆ นี้เพิ่งได้ดู The Asthenic Syndrome ที่บ้าบอยังกับต้นแบบของเรื่อง 4 เหมาะที่จะฉายมากในโปรแกรมต่อ ๆ ไปของ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส)

คุณป้า Kira Muratova นี่แกแรงได้ขนาดนี้เชียว!

Jean Grémillon – เคยฉายฟิล์ม 16 มม. เรื่อง Lumière d'été กับ Le Ciel est à vous แต่ตอนนี้ไม่รู้ที่สถานทูตฝรั่งเศสยังมีฟิล์มอยู่ไหม

เมื่อ 2-3 วันก่อนดู The Sheltering Sky ของ Bernado Bertolucci เห็นมีอ้างอิงถึงหนังเรื่อง Remorques ของ Grémillon อยู่ทั้งตอนต้นและตอนจบเรื่อง จำได้ว่า Remorques ก็เป็นหนังที่ Jean-Marie Straub กับ Danièle Huillet ถือเป็นอิทธิพลสำคัญในการทำหนังยุคต่อมา


Jean Rouch – ถึงจะถูกเอ่ยชื่อบ่อย ๆ ในหนังสือประวัติศาสตร์หนังหรือตำราชาติพันธุ์วิทยา (เลือกหนังเรื่อง Jaguar ของเขาไว้ใน 151 Cinema) แต่ก็ยังหาดูหนังของ Jean Rouch ได้ยากอยู่ดี
จำได้ว่าเคยเจอตัวจริงของเขาที่สมาคมฝรั่งเศสของอังกฤษเมื่อราวปี 2530 หรือ 31 ตอนนั้นเขาเอาหนังเรื่องใหม่มาฉาย แต่ก็นะ พี่แกเล่นไม่มีคำบรรยายตลอดเรื่อง
ชอบหนังของพี่แกอีก 2 เรื่องคือ Moi, Un Noir และ Petit a Petit (เคยฉายที่ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ซีคอนสแควร์)
**********************************************************************************
Jacques Rozier เคยเอาฟิล์มเรื่อง Adieu Philippine ที่สมาคมฝรั่งเศสมาฉายดูเองที่บ้าน 2-3 รอบ หนังเรื่องนี้ได้บรรยากาศของวัยรุ่นยุค 60 ดี เหมือนดูหนังของ Truffaut กับ Godard ยุคแรก ๆ
หนังดูง่าย ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีออกดีวีดี

เคยฉายให้ ทศพร กลิ่นหอม เพื่อเขียนลง Filmvirus 2 แต่แล้วก็.....

*****************************************************************
Radio On by Chris Petit
Chris Petit – ดู Radio On ที่บริติช เคาน์ซิล สยามสแควร์ ชอบมากกว่าหนัง Road Movie ของ Wim Wenders เสียอีก แต่พอมาดูซ้ำมันสู้หนัง วิม เวนเดอร์ส ไม่ได้เลย แต่ก็ยังชอบมากอยู่ดี
ในเรื่องมี Sting เป็นดารารับเชิญด้วย แถมเปิดเรื่องด้วยเพลง Heroes ของ David Bowie

พักหลังเห็น Chris Petit หันมามีชื่อเสียงทางด้านเขียนนิยายและทำงานด้านวีดีโออาร์ต ประวัติเดิมเขาเป็นนักวิจารณ์หนังที่นิตยสารดังของอังกฤษ Time Out
********************************************************************************** Kaizo Hayashi
เคยดูหนังหมอนี่ 2 เรื่องน่าสนใจดี ชอบ To Sleep So As To Dream มากเป็นพิเศษ (อ่านบทความของ มโนธรรม ใน Filmvirus 1) เสียดายหลังจากดูที่ มูลนิธิญี่ปุ่น หรือศูนย์วัฒนธรรม ก็หาดูไม่ได้อีกเลย

จำได้ว่าตอนหลัง Kaizo Hayashi เคยกำกับหนังที่สร้างจากการ์ตูนเรื่อง Cat’s Eye ด้วย ตอนนั้นอยากดูเพราะชอบหนังสือการ์ตูน ตอนนี้ไม่รู้เขาเอามาพิมพ์ใหม่บ้างเปล่า
*********************************************************************************
Fernando Solanas ผู้กำกับอาร์เจนติน่าคนนี้มีลีลาเซอร์เรียลดี ฉากแฟนตาซีบางฉากทำให้นึกถึงหนัง Federico Fellini ฉบับหนังการเมือง หนังเด่น ๆ ก็เช่น The Voyage, Tangos, The South และ The Cloud เคยเลือก The Voyage ไว้ใน 151 Cinema
Gleb Panfilov หมอนี่เงียบไปเลยตอนนี้เลิกทำหนังใหญ่ไปนาน โผล่มาเมื่อ 2 ปีที่แล้วหันไปทำหนังทีวีมินิซีรี่ย์ซะแล้ว เมื่อราวปี 2530 ที่โรง NFT ลอนดอนฉายเทศกาลหนังของเขาทุกเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นหนังโดนแบนห้ามฉายสมัยก่อนยุคกอร์บาชอฟ เมียของ Panfilov ชื่อ Inna Churikova แสดงหนังให้เขาหลายเรื่อง จำได้ว่ายังซื้อโปสเตอร์หนังเรื่อง The Theme (Tema) มาด้วย

เคยเอาบทความของ Gleb Panfilov ที่เขียนถึง Andrey Tarkovsky มาแปลลงนิตยสาร หนังและวีดีโอ เมื่อหลายปีที่แล้ว
*******************************************************************************
Rolan Bykov เขาเป็นที่รู้จักในรัสเซียในฐานะนักแสดงจากเรื่อง The Overcoat (เสื้อคลุม) และ Letters from a Dead Man แต่เท่าที่ดูการกำกับจากหนังเรื่องเดียวคือ Scarecrow (Chuchelo) หนังรัสเซียปี 1983 ที่เกี่ยวกับเด็กนักเรียนที่โดนกลุ่มเพื่อนรังแก ดูเรื่องนี้แล้วอาจทำให้หนังดราม่าเกี่ยวกับนักเรียนทั่ว ๆ ไปกลายเป็นหนังเด็ก ๆ แม้จะดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังโซเวียตที่ถูกแบนเมื่อ 20 กว่าปีแล้ว แต่ก็ยังลืมไม่ลง
********************************************************************************
Konstantin Lopushansky คนกำกับ Letters from a Dead Man (อ่านเพิ่มเติมใน Bookvirus 1) เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้ Andrey Tarkovsky ขณะสร้าง Stalker

ตอนหลัง Lopushansky มาทำหนังเองเป็นหนังที่ประหลาดและทรงพลังมาก โดยเฉพาะ Letters from a Dead Man และ Ugly Swans ที่สร้างจากนิยายของ 2 พี่น้อง Strugatsky เช่นเดียวกับ Stalker

8.5.51

My Sassy Book (6) Jimmy Corrigan or The Smartest Kid on Earth เผ่าพันธุ์ที่รักไม่เป็น

My Sassy Book (6) Jimmy Corrigan or The Smartest Kid on Earth
เผ่าพันธุ์ที่รักไม่เป็น
A Graphic Novel Written by Chris Ware

เป็นไปได้ไหมที่หนังสือการ์ตูนจะละเมียดและซึมลึกถึงแกนใจที่อ้างว้าง
มีไหม การ์ตูนที่ถ่ายทอดความเป็นคนได้ครบมิติ
จริงดิ ช่องว่างระหว่างเฟรมที่ขันยอกทรวง

แล้วถ้าปรุงสไตล์พิเรนทร์ไม่เกรงใจคนอ่านเข้าไปด้วย ผลจะออกมาอีท่าไหน

แต่ก็นั่นแหละ ตราบใดที่เรื่องเหลือเชื่อยังหลงเหลือในโลก เช่น เหนือฟ้ายังมีฝน เหนือฝนยังมีสามีของฝน เหนือ “น้องฟ้า” ยังมีภราดร เหนือภราดรยังมีพ่อ-แม่ภราดร เหนือไอ้อีหัวโบราณที่ฟันธงว่าการ์ตูนมีแค่เรื่องเพ้อฝันแนวซูเปอร์ฮีโร่ ณ เมฆผงาดก้อนนั้นย่อมซ่อนการ์ตูนของ Chris Ware (คริส แวร์)

เราอาจจะเรียก Chris Ware ว่าเป็น Jean-Luc Godard แห่งวงการหนังสือการ์ตูน (นิยายภาพ) เช่นเดียวกับที่ Stockhausen หรือ Bob Dylan ปักลูกทอยแนวดนตรี หรือ James Joyce, Alain Robbe-Grillet กับ Raymond Queneau ทัดมาลาคานภาษา

Jimmy Corrigan or The Smartest Kid on Earth จัดเป็นผลงานชั้นครูของ Chris Ware อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผลงานกึ่งประวัติศาสตร์ส่วนตัวเล่มนี้ มันคงไม่มีค่าเป็นผลงานระดับหัวกะทิที่แทบทุกคนซูฮก ถ้าคนอ่านทั่วไปไม่สามารถจูนใจเข้ากับตัวละครอย่าง Jimmy Corrigan (จิมมี่ คอร์ริแกน) เจ้าหนูจิ๋วแจ๋วเจาะโลกที่ไม่ยักจะเก่งสมชื่อ หรือได้แค่สักส่วนเสี้ยวของ ปิ่น ปรเมศร์

จิมมี่ คอร์ริแกน เด็กไม่เอาอ่าวขาดความมั่นใจในตัวเอง ผู้ถูกเลี้ยงดูโดยแม่ที่คอยโขกสับตามจิกอยู่ทุกเช้าค่ำ แม้จนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เช่าอพาร์ตเมนต์ส่วนตัว ทำงานไปรษณีย์ มีชีวิตจำเจแถบชานเมืองมิชิแกน คุณแม่ที่บัดนี้อยู่ในบ้านพักคนชราก็ยังคอยทวงหาความรัก และเฝ้าขู่เข็ญ จิมมี่ เหมือนเด็ก 3 ขวบ

อายุ จิมมี่ อาจยังไม่ถึง 40 ก็จริง แต่รูปร่างหน้าตารูปร่างนั้นแก่ก่อนวัยหมือนคนอายุสัก 60 ด้วยเพราะเขินอายไม่กล้าปฏิเสธใคร วางตัวในสังคมก็ไม่ค่อยถูก พอเสร็จจากงานก็กลับบ้าน กินอาหารขยะ ดูทีวี แอบฝันถึง เพ็กกี้ สาวน้อยที่ทำงานในไปรษณีย์เดียวกัน ซ้ำเมื่อไรที่ทำใจเข้าไปจีบเป็นต้องโดนตอกกลับหน้าหงายทุกที

วันหนึ่งมีจดหมายส่งมาหา จิมมี่ ในซองมีข้อความเชิญชวนจากพ่อแท้ ๆ ที่เขาไม่เคยเจอหน้า ให้มารู้จักกันสักครั้ง

เพียงเท่านี้ จิมมี่ ที่ขี้ขลาดเป็นทุนก็ตื่นกลัวหัวหด อดจินตนาการไปต่างๆ นา ๆ ไม่ได้ถึงการเผชิญหน้าที่แฝงความน่าหวาดเสียวมากกว่ายินดี

การได้รู้จักกับชายแปลกหน้าที่มีคำนำหน้านามว่า “พ่อ” สร้างความอิหลักอิเหลื่อในชีวิตของ จิมมี่ อย่างมโหฬาร และนำไปสู่การผจญภัยครั้งใหญ่ซึ่งแสนกระอักกระอ่วนเกินคาดคิด

“ครอบครัว” ความหมายที่ครอบคลุมถึงสิ่งแปลกปลอม และสิ่งที่น่าใฝ่หา


การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่าง จิมมี่ กับพ่อ ทำให้คนอ่านได้ย้อนอดีตไปถึงปัญหาต้นทางของตระกูล คอร์ริแกน 3 ชั่วคน คือ ตั้งแต่รุ่นทวดเมื่อสมัยร้อยกว่าปีก่อนตอนที่ชิคาโก้จัดเฉลิมฉลองงานเวิล์ดแฟร์ การที่ เจมส์ คอร์ริแกนรุ่นปู่ซึ่งตอนนั้นยังเป็นแค่เด็ก 9 ขวบ กลายเป็นเด็กกำพร้าแม่ และถูกพ่อเจ้าระเบียบทอดทิ้งให้จมอยู่กับความเงียบเหงา ขาดเพื่อนและสังคม กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายหวาดระแวง ในขณะที่เขาหิวกระหายความรัก แต่ก็ไม่รู้วิธีแสดงออก

เนื้อเรื่องการ์ตูนของ Chris Ware อาจเป็นปัญหาสาหัสระดับสากล ทำให้คนอ่านนึกภาพโศกนาฏกรรมบีบน้ำตา แต่หากเทียบวิธีการใช้ภาพของ คริส แวร์ อย่างหยาบ ๆ อาจต้องเปรียบประมาณ Adaji Mitsuru (อดาจิ มิทสึรุ) ผู้แต่งการ์ตูน Miyuki, Touch, Rough และ H2 ที่เป็นเทพในการใช้ลายเส้น นิ่ง น้อย เงียบ คือเป็นลายเส้นเรียบง่ายระเบียบสะอาดตา ชัดเจนคมคาย ไม่มีเส้นรกรุงรัง กรอบเล็กและใหญ่บอกกล่าวเหตุการณ์เท่าที่จำเป็น แต่สำหรับ คริส แวร์ การเปิดที่ว่างใช้เฟรม แม่นยำในการเซ็ทฉากเชิงสถาปัตย์ การคุมโทนสีต่าง ๆ ให้ดูกลมกลืน ลักษณะขัดเขินผิดที่ผิดทางของตัวละครที่เปลี่ยนรายละเอียดแต่ละเฟรมเพียงน้อย ช่วยขยายภาพวังเวงระหว่าง จิมมี่ กับ ครอบครัว

ปัญหาการเข้าถึงคนอื่นถูกแสดงด้วยความเงียบ การสนทนาอิหลักอิเหลื่อ ท่าทีเก้กังอ้ำอึ้งชะงักงันของคนที่ไม่มีอะไรจะคุยกัน บทบาทของผู้มอบความรักความอบอุ่นที่มาผิดจังหวะ อารมณ์ขันที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซึ่งทำให้ต้องยอมรับว่าเวลาส่วนใหญ่ของคนเรามักจะหมดไปกับการเป็นจำอวดในพิพิธภัณฑ์ชีวิต (ที่ไม่ควรจะเป็นเยี่ยงอย่างให้ใครได้ซื้อตั๋วเข้าชมเลยด้วยซ้ำ)

ภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป ร้านชำ บ้านช่องขนาดเล็ก สถานที่ประวัติศาสตร์ซึ่งบัดนี้ถูกแทนด้วยร้านแม็คโดนัลด์ แดรี่ควีน ห้างสรรพสินค้า และชีวิตยุคใหม่แบบตัวใครตัวมันชวนให้นึกถึงสัจธรรม และตัวตนที่ไร้ค่าของคนที่สามารถกลายเป็นคนขี้แพ้เมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเผลอเกิดผิดที่ หรือเดินผิดทางแม้แต่นิดเดียว

ชีวิตในหนังเรื่องแรก ๆ ของ Aki Kaurismaki ก็ไม่พ้นจากนี้ไกลนัก เพราะนี่คือภาพชีวิตเวิ้งว้างธรรมดาของคนระดับตัวมดที่พยายามหาที่ยืนจุดเล็ก ๆ บนโลก นั่งตัวหดอยู่หน้าเฟอร์นิเจอร์โปรโมชั่นลดราคาและฉากหลังสีทึบ ไขว่คว้าหาคนเข้าใจสักคน แต่ลูกเต๋าชีวิตก็มักจะเด้งกลับมาที่เดิม แล้วถูกเหยียบย่ำให้ต่ำต้อยลงไปเรื่อย ๆ

Chris Ware กล้ามากที่เล่าเหตุการณ์ย้อนอดีต หรือโดดไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงใจคนอ่าน หลายครั้งมันไม่ใช่เหตุการณ์จริงเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นเพียงจินตนาการของ จิมมี่ เด็กช่างฝันไม่มีพิษมีภัยที่ฝันถึงพี่ชายในร่างม้า ซูเปอร์แมนนั้นหรือก็แค่คนในเสื้อฟ้าแดงที่ทำงานตอกบัตรและมีปัญหาส่วนตัวที่แก้ไม่ตก เพียงในการ์ตูนหน้าที่ 7 เจ้าหนู จิมมี่ ผมโหรงเหรงก็กลายร่างจากเด็กตัวจ้อย กลายมาเป็นชายผมหรอยตัวลีบหมดสมรรถภาพวัย 36 ปี ซึ่งรอวันเหี่ยวเฉาตาย และในอีกไม่กี่เฟรมถัดไป ตัวเขาก็กลายร่างเป็นหุ่นกระป๋องได้หน้าตาเฉย

เทคนิคประหลาดหลายอย่างถูกนำมาผสม ลักษณะของหนังสือพจนานุกรม ลักษณะของเล่นเด็กที่คนอ่านต้องตัดสมุดภาพมาประกอบเป็นตุ๊กตา หรืออาคารบ้านเรือน การสะดุดอารมณ์ (หรือช่วยเหลือ) คนอ่านด้วยด้วยคำสรุปอธิบายเรื่อง คำอธิบายศัพท์ และภาพวิวทิวทัศน์ที่เตรียมให้ตัดเป็นช่อง ๆ แบบของสะสม

การ์ตูน Jimmy Corrigan or The Smartest Kid on Earth ของ Chris Ware เขียนด้วยสไตล์ล้ำยุคกวนตีนสูตรสำเร็จให้กลับหัวกลับหางแบบที่ Jim Jarmusch, Quentin Tarantino และพี่น้องตระกูล Coen ทดลองกับหนังของพวกเขา หากแต่ Chris Ware ก็ไม่ได้ลืมหัวใจของความเป็นมนุษย์มนาแบบที่นักทำหนังชั้นยอดอย่าง Rob Nilsson, Jay Duplass, Joe Swanberg และ So Yong Kim ทำสำเร็จ

แต่ที่เด็ดกว่านั้น ชัยชนะของ Chris Ware คือประกาศเอกลักษณ์ของสื่อหนังสือการ์ตูนที่สร้างสไตล์ซึ่งเลียนแบบได้ยาก คุณสมบัติเฉพาะของตัวมันเองเนรมิตสิ่งใหม่ที่ภาษานิยายหรือภาพยนตร์ยากจะจำลองเนื้อเรื่องเดียวกันได้เทียบเท่า

Jimmy Corrigan or The Smartest Kid on Earth ของ Chris Ware เป็นหนังสือการ์ตูนเล่มสำคัญเช่นเดียวกับ Black Hole ของ Charles Burns เล่มที่เคยเล่าไปแล้ว และถึงแม้ทั้งสองเล่มจะมีสไตล์ภาพและแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสุดโต่ง แต่ก็โกเกินร้อยในธุรกรรมวังเวงของการมีชีวิตเยี่ยงคน

6.5.51

My Sassy Book (5) Cold Skin เส้นสันโดษสู่แกนยะเยือก

My Sassy Book (5) Cold Skin เส้นสันโดษสู่แกนยะเยือก

Cold Skin
Written by Albert Sánchez Piñol
แปลจากภาษาคาตาลันเป็นภาษาอังกฤษโดย Cheryl Leah Morgan
สำนักพิมพ์ Canongate

* หนังสือโดนใจประจำเดือนกรกฎาคม 2550 *

เพียงแค่อ่านประโยคเปิดเรื่องก็โดนใจแล้ว
'We are never very far from those we hate, For this very reason, we shall never be truly close to those we love"

นึกไม่ออกว่าเคยอ่านนิยายเล่มไหนแล้วหัวใจกระเด็นกระดอนเท่าเล่มนี้ ก็นี่มันแบบฉบับของนิยายสยองพองขนสำหรับมนุษย์ผู้ระอาโลกโดยแท้นี่หว่า

“I was a recluse not on the island, but in my memory.”

เหตุการณ์ตามท้องเรื่องเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่นานนัก ผู้แต่งไม่บอกยุคสมัย เขตประเทศ หรือแม้กระทั่งชื่อตัวละคร เรารู้เพียงว่าตัวเอกของเรื่องเป็นชายหนุ่มที่เข็ดขยาดกับอุดมการณ์ทางการเมืองของคนในประเทศตัวเอง จนตัดสินใจบอกลาสังคมศิวิไลซ์แล้วมารับจ๊อบเดียวดายบนเกาะไกลโพ้น ซึ่งนานปีทีหนจึงจะมีเรือหลงหลุดมาสักลำ

“There are times when we must bargain for our future with the past. You sit on a lonely rock and try to negotiate between the devastating failures that came before and utter darkness that is on its way.”

ที่กระท่อมร้าง เขาไม่พบพนักงานบันทึกสภาพอากาศคนที่เขาต้องมาประจำงานแทน มนุษย์เพียงหนึ่งเดียวที่เขาเจอบนเกาะคือชายชาวออสเตรียนาม กรูเนอร์ ซึ่งมีสภาพคล้ายคนขาดสติที่วันๆ ขลุกตัวเองอยู่ในประภาคาร

คืนนั้นเองที่เล็บมือพังผืดเรียวยาวโผล่เข้ามาในบานประตูของเขา จากนั้นเองสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้เอาชีวิตรอดที่ไม่ต้องมีใครสอนสั่งก็โถมทลาย

แทบทุกคืนหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า กองทัพสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีสภาพคล้ายพรายน้ำหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจะเข้าจู่โจมสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนอย่างบ้าคลั่ง ทางเลือกเดียวคือต้องรวมพลังสามัคคีกับ กรูเนอร์ ให้ได้ แต่โอกาสการผูกมิตรกับคนระห่ำไร้สำนึกแบบนี้เรียกได้ว่าแทบจะเป็นศูนย์ เท่านั้นยังไม่พอเสบียงอาวุธและดินปืนของคนทั้งคู่ต่างก็พร่องลงทุกวัน

ทีแรกอ่านเรื่องย่อหลังปกก็ชวนลึกลับน่าติดตามพอแล้ว แต่ไม่นึกว่านิยายเรื่องนี้จะให้มากกว่าความสนุกตื่นเต้น ทั้งๆ ที่นิยายมีตัวละครหลัก ๆ เพียง 2 ตัว แต่ก็เจาะจิตด้านมืดของตัวละครได้อย่างทะลุทะลวง ยากจะบอกได้ว่าช่องว่างระหว่างสีเทากับดำนั้นยังเหลือพื้นที่อีกมั้ย ไม่เฉพาะระหว่างคนกับคน แต่รวมถึงคนกับพรายน้ำตัวเมียที่ทำหน้าที่เยี่ยงทาสในประภาคาร เธอผู้ซึ่งไม่มีทางจะมีความเป็นมนุษย์มากไปกว่าที่เค้าโครงเลือนรางของเธอจะอนุญาตให้เป็น ทุกครั้งที่เธอส่งเสียงร้องเพลงโหยหวน ณ เมื่อนั้นชายทั้งสองรู้ดีว่านั่นคือเพลงกล่อมส่งวิญญาณและชะตาชีวิตของพวกเขากำลังถูกแขวนบนเส้นด้ายเปื่อยยุ่ย

"How many human beings since the beginning of time, since the dawn of man, had suffered the privilege of hearing that music?

ไม่แปลกหากผู้แต่งเรื่อง Cold Skin คือ Albert Sánchez Piñol จะเคยเป็นนักมานุษยวิทยามาก่อน และคงไม่ผิดคาดว่าภาพเปรียบเปรยของหลุมดำในใจคนนี้จะบอกใบ้ถึงเหตุการณ์ในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งมีเงื่อนงำให้ย้อนถามความหมายที่แท้จริงของคำว่า “วิวัฒนาการของผู้เจริญแล้ว”

"The landscape we see beyond our eyes tends to be a reflection of what we hide, within us,"

* ปล. : ปกนิยายเล่มที่ซื้อมาชวนให้นึกถึงหนังเยอรมันเรื่อง Fate ของ Fred Kelemen

5.5.51

My Sassy Book (4) Take Me, Take Me With You เราต่างคว้านรอยอดีตให้กันและกัน

My Sassy Book (4) Take Me, Take Me With You เราต่างคว้านรอยอดีตให้กันและกัน

Take Me, Take Me With You
Written by Lauren Kelly
(สำนักพิมพ์ Ecco - หนึ่งในสายงานของเครือสำนักพิมพ์ Harper Colllins)

หากผังชีวิตดำเนินไปอย่างที่มันควรเป็น Lara Quade (ลาร่า เควด) คงเป็นคนละคนกับสาวอมทุกข์ที่ลากรอยแผลในอดีตไปทุกที่ ป่านนี้เธอคงจะเป็น ลอร์เรน เควด (Lorraine Quade) สาวสดใสหน้าตาดีซึ่งปลอดจากแผลเป็นทั้งบนใบหน้าและร่างกายอย่างที่เธอจำยอมในปัจจุบัน

อดีตร้ายทำให้เธอเป็นคนเก็บตัวและพยายามลืมว่าครั้งหนึ่ง เธอก็เคยมีพ่อ แม่และพี่ชาย รวมทั้งชีวิตที่น่าจะอบอุ่นสุขสำราญดี ถ้าไม่ใช่เพราะปัญหาชู้สาวระหว่างผู้ใหญ่สองคน ซึ่งปูทางไปสู่อุบัติเหตุรุนแรงในเวลาต่อมา

ณ วันนี้ วันที่ ลาร่า ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่มหาวิทยาลัยปริ้นซ์ตัน เธอแน่ใจว่าเธอได้ทิ้งอดีตที่อยากลืมไว้เบื้องหลัง ไม่มีใครรู้จักเธอในนาม ลอร์เรน อีกต่อไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตที่เปลี่ยวเหงาของเธอจะมีใครสักคนมาช่วยเชิดชูกำลังใจ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้รับตั๋วคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิคราคาแพงมาในจดหมายลึกลับที่จ่าหน้า L. Quade

ลาร่า ใจจรดใจจ่อว่าใครกันนะที่ล้อเล่นกับเธอ หรือจะเป็นไปได้ว่าอาจมีใครสักคนหวังดีกับเธอ หรือกระทั่งอยากเป็นเพื่อนกับคนแบบเธอ

เฉพาะคนที่รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยและกระหายในมิตรภาพเท่านั้นที่จะซึ้งในความหมายของคำว่า “คนด้อยโอกาส” หากเป็นคนอื่นที่มีโอกาสดีกว่าให้เลือก คงไม่วิ่งเข้าไปเสี่ยงกับนัดบอดแบบน่าสงสัยนี้

ลาร่า ไปนั่งชมคอนเสิร์ตตามนัด ใจระทึกอยู่ตลอดเวลาว่าใครกันที่จะมานั่งและทักทายเธอในเก้าอี้ถัดไป ล่วงไปจนคอนเสิร์ตจบเพลงแรก จึงมีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ แต่งตัวซกมกจำพวกสวมเสื้อหนังสีโคลน แล้วข้างในแอ่นอกโชว์เสื้อยืดแนวเฮฟวี่เมธัล เข้ามานั่งเก้าอี้ติดกับเธอ

ในมาดหนุ่มบ้านนอกไร้วัฒนธรรม เขาบอกเธอว่า เขาเองก็เช่นกันที่ได้มาสัมผัสกับดนตรีคลาสสิคในสถานที่หรูหราแบบนี้เป็นครั้งแรก ใครก็ไม่รู้ส่งตั๋วฟรีมาให้เขาทางจดหมาย
หลังคอนเสิร์ตจบ ลาร่า รู้ว่าเธอควรชิ่งหนีจาก Zed (เซ็ด) ให้เร็วที่สุด แต่ในแววตาของเขาที่ดูคุ้นเคย และความรู้สึกภายในที่เธอยากจะตอบได้ในตัวเธอเอง เธอยอมให้เขาตามไปถึงห้องพัก ห้องที่ไม่เคยมีเพื่อนหน้าไหนทั้งหญิงและชายได้ผ่านด่านเข้าไป ทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะเสียงและท่าทีอ้อนวอนของเขาที่ว่า “Take Me With You” ซึ่งมาพร้อมกับข้อมือของเธอที่ปวดร้าวเพราะถูกกำแน่น

คืนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่สองของรอยรัก-รอยพยาบาทที่ฝังลึกเหมือนปานแรกเกิด ไม่มีคำนิยามของคำไหนจะมาจำกัดสิ่งที่ เซ็ด กระทำกับ ลาร่า หรือกระทั่งสิ่งที่เธอกำลังจะตอบโต้กลับ เพราะคนที่เคยมีรอยอดีตอันเจ็บปวดเท่านั้นที่จะรู้วิธีเยียวยาและคว้านแผลให้กันและกัน

Take Me, Take Me With You เป็นหนังสือนิยายเล่มแรกของ Lauren Kelly (ลอร์เรน เคลลี่) ซึ่งเป็นนามแฝงอีกนามปากกาหนึ่งของ Joyce Carol Oates (จอยซ์ แครอล โอตส์) นักเขียนหญิงระดับตำนานที่รู้สึกว่าจะถนัดเป็นพิเศษในการเขียนเรื่องผู้หญิงที่มักหักห้ามใจไม่อยู่ เมื่อพบเจอแรงดึงดูดของผู้ชายอันตราย

เท่าที่โม้มาอาจจะฟังคล้ายแนวอาชญากรรมผสมอีโรติกเชิงจิตวิทยา แต่นั่นก็คงเป็นการสรุปแบบตีขลุมไปหน่อย แม้โดยตัวเรื่องจะชวนคาดเดาไปทางนั้นก็ตาม และถึงมันจะไม่ใช่นิยายเซอร์ไพร้ซ์พล็อตแนวใหม่ ๆ ซ้ำตัว Joyce Carol Oates เองก็อาจเขียนเรื่องแนวนี้มาจนปรุ คงมีเรื่องอื่น ๆ ของเธอที่ทำได้ดีกว่าด้วย แต่นี่ก็เป็นหนังสือที่อ่านแล้ววางไม่ลง ไม่ใช่เพราะมันลุ้นระทึก แต่เพราะมันเจาะลึกถึงจิตใจหญิงที่ยากแท้หยั่งถึง ว่ากันแบบเนื้อ ๆ ถึงมิติของคนที่หาความแจ่มกระจ่างได้ยาก อย่างที่หลายคนน่าจะรู้สึกได้ (หากไม่ติดนิยายสืบสวนแนวสูตรสำเร็จมากเกินไป) ว่าในชีวิตจริง ไม่มีใครเป็นแค่เหยื่อ หรือผู้ล่า บางครั้งบางคราวคนที่อ่อนแอที่สุดอาจเป็นได้ทั้งสองอย่างหรือมากกว่า และถ้าไม่ใช่ในเวลาเดียวกันก็คงในเวลาไล่เลี่ยกัน


อย่างเดียวที่ไม่ชอบในหนังสือเล่มนี้ คือการย้อนเล่าอดีตแบบสลับบทกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน

4.5.51

My Sassy Book (3) The Brief History of the Dead คนตายที่มีชีวิตเบื้องหน้าความทรงจำ

My Sassy Book (3) The Brief History of the Dead คนตายที่มีชีวิตเบื้องหน้าความทรงจำ

The Brief History of the Dead
Written by Kevin Brockmeier
สำนักพิมพ์ Vintage
(หนังสือโดนใจเดือนธันวาคม 2550)

ดินแดนหลังความตายมีหน้าตาเป็นเมืองใหญ่ที่ไม่มีเขตแดน ที่นั่นโลกยังคงหมุนไปไม่ต่างจากโลกของคนปกติ ทุกคนทำงานและใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ เหมือนเมื่อตอนที่ยังมีชีวิต มีทั้งร้านกาแฟ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น คนทำความสะอาดถนน คนจรจัด บริษัท และร้านรวงนานาชนิด เป็นภาพคุ้นตาที่เราพบเห็นเช่นเดียวกับทุกเมืองในโลก

พวกเขาจะอาศัยที่นั่นจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องผ่านต่อไปสู่ดินแดนใหม่ ตราบเท่าที่ยังคงมีใครสักคนบนโลกยังมีความทรงจำถึงพวกเขาอยู่ คนตายแล้วก็จะมีตัวตนสืบไปในเมืองนั้น แต่เมื่อใดที่ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงคนสุดท้ายตกตายตามไป ภาพชีวิตทั้งหมดของคนที่เคยคงอยู่ก็จะจากหายไปดังธาตุอากาศ


ทุกคนในเมืองรู้จักหญิงสาวที่ชื่อ Laura Byrd (ลอร่า เบิร์ด) ดี พวกเขาซึ่งมีทั้งมิตรและศัตรูต่างรู้จักเธอไม่ก็ทางใดทางหนึ่งด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไป แต่ตัว ลอร่า เบิร์ด ก็ยังไม่โผล่มาที่นั่น แม้ว่าทั้งพ่อและแม่ของเธอจะรอคอยการมาถึงของเธออย่างใจจรดใจจ่อ

ลอร่า เป็นหนึ่งในคณะสำรวจของบริษัทโคคา-โคล่าที่เดินทางกับกลุ่มเพื่อนร่วมงานไปวิจัยตลาดถึงแอนตาร์กติกา เพียงการพักอาศัยที่นั่นให้รอดจากความหนาวต่ำกว่าจุดเยือกแข็งนั้นก็เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อแล้ว แต่การค้นพบว่าทั่วทั้งโลกเหมือนติดโรคระบาดครั้งสาหัสกลับยิ่งสยองกว่า สุดท้ายชาวคณะต่างร่วมใจออกเดินทางตามหาแหล่งความหวังสุดท้ายท่ามกลางความขาวโพลน

นิยาย The Brief History of the Dead ของ Kevin Brockmeier (เควิน บร็อคไมเออร์) อาจมีส่วนคล้ายกับ The Hard-Boiled Wonderland and the End of the World ของ Haruki Murakami (ฮารุกิ มูรากามิ) ตรงที่เล่าเรื่องในโลกคู่ขนานต่างภพสลับกันไปมาจนกระทั่งถึงตอนขมวดปม แต่ต่อให้พล็อตเรื่องจะเป็นหัวใจสำคัญ ถึงยังไงในส่วนของรายละเอียดตัวละครประกอบก็ไม่ใช่แค่ภาพแบน ๆ โดยเฉพาะการบรรยายภาพความหนาวเหน็บที่คณะสำรวจของ ลอร่า เบิร์ด ต้องทนทรหด ภาพนิมิตหลังความตายที่ทุกคนต้องเจอในแบบฉบับที่แตกต่างกันก่อนจะได้มาอาศัยที่ตัวเมือง รวมทั้งอาชีพต่างๆ ที่คนตายแล้วยังก้มหน้าทำงานเหมือนเมื่อตอนที่ยังมีชีวิต ภาพจัตุรัส หรือร้านกาแฟที่คนในเมืองชอบไปนั่งเล่นในวันหยุด

ที่สำคัญตัวละครคู่สามีภรรยาชราที่ให้ภาพจริงของคนรักที่อยู่ด้วยกันมานานจนเกิดส่วนผสมของความหงุดหงิดแอบแฝงในความคุ้นชิน Kevin Brockmeier แต่งภาพของคนแต่ละคนในชุมชนได้ดีพอ ๆ กับที่ Haruki Murakami ระบายภาพของคนสันโดษในเมืองจินตนาการที่ Hard-Boiled Wonderland and the End of the World

น่าสังเกตตรงที่นิยายให้ภาพของบริษัทโค้กในด้านค่อนข้างลบ นี่ถ้าสร้างเป็นหนังอาจมีสิทธิ์โดนฟ้องหรือโดนแบนโดยบริษัทโคคา-โคล่า (ไทย)

3.5.51

My Sassy Book (2) Charles Burns’ Black Hole ตื่นไม่ฟื้น คืนไม่มี

My Sassy Book (2) Charles Burns’ Black Hole ตื่นไม่ฟื้น คืนไม่มี

Dear Pani and Wenja, some of the following images may disturb you. It is advisable to skip ahead.

เขาเรียกมันว่านิยายภาพ (Graphic Novel) การ์ตูน (cartoon) หรือ มังหงะ (Manga) แต่ที่จริงมันคือโฉมหน้าของผีห่าซาตานที่กระทรวงกำเนิดเกล้าต้องเฝ้าระวัง!

แค่ดูจากชื่อเรื่องนิยายภาพเรื่อง Black Hole ของ Charles Burns (ชาร์ล เบอรนส์) ก็ขู่คนอ่านเสียแล้วว่ามันไม่ใช่หนังสือที่อ่านจบแล้วจะฝันดี ภาพดิบหยาบกักขระแต่หนักแน่นด้วยดีไซน์ขาวจัดดำจัดระบายภาพนรกวัยเรียนไฮสกูลยุค 70 ได้ถึงพระเดชพระคุณเจ้าจอร์จ

ภาพฝันร้ายพิสดารเริ่มขึ้นในคลาสชีววิทยา ขณะที่ คีธ พ่อหนุ่มน้อยตัวเอกของเรื่องกำลังกำลังกระดี๊กระด๊าเพราะได้โอกาสนั่งร่วมกลุ่มศึกษาการผ่าร่างกบกับ คริส โรห์ดส์ สาวน้อยที่เขาหลงรัก แต่ยังไม่เคยกล้าออกปากชวนเจ้าหล่อนคุยด้วยสักที นาทีต่อมาเขาถึงกลับต้องหัวตั้งเมื่อจ้องไปที่ท้องเจ้ากบน้อยตัวที่เขากำลังแหวะท้อง ในรอยผ่าแยกนั้นเหมือนเขากำลังมองไปในหลุมดำที่ไม่มีจุดจบ หน้าตามันชวนให้นึกถึงอวัยวะเพศหญิงที่น่าเกลียดน่ากลัว

คีธ หมดสติไปชั่วขณะทันที จากนั้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมา ฝันร้ายกับความจริงก็ไม่ได้แยกห่างจากกัน แต่ความระยำอัปรีย์กลับเข้ามาในชีวิตของ คีธ คริส และกลุ่มเพื่อนที่เขารู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ

ลือกันว่ามีโรคแปลกประหลาดชื่อ Bug เกิดขึ้นทางเพศสัมพันธ์ โรคร้ายที่เกิดขึ้นจากเซ็กส์ชั่วคราวทำให้ คริส เกิดรอยแยกประหลาดบนหลังของเธอ (นึกถึง Existenz, Rabid หรือ Videodrome ของ เดวิด โครเนนเบิร์ก) ฝ่ายเจ้าหนุ่มที่เธอหลงเพ้อรักไปด้วยนั้นก็มีริมฝีปากที่เรียกร้องหาเลือดและแรงกระสันต์ ส่วนคีธ ซึ่งอายเกินกว่าที่จะกล้าจีบ คริส ก็ไปมีเซ็กส์กับสาวพี้ยาคนหนึ่งที่ก้นมีหางสุนัข

ในป่าละเมาะใกล้โรงเรียนมีชุมชนของคนนอกคอกที่แอบไปตั้งรกรากแบบลับ ๆ วัยรุ่นคนไหนเข้าไปในป่าต้องคอยระวังตัว มีคราวหนึ่งที่ คีธ เดินไปพบสิ่งแปลกปลอมอะไรสักอย่างในพงไม้ แต่เมื่อเขาหยิบดูก็พบว่าเป็นแผ่นหนังมนุษย์ผู้หญิงที่ไม่ต่างจากผิวงูลอกคราบ ระหว่างนั้นเองมีเงาตะคุ่มในพุ่มไม้คอยจับตาเขาอยู่ และเมื่อเขาได้เห็นมันใกล้ ๆ เขาก็แทบช็อคเมื่อเห็นใบหน้าตะปุ่มตะป่ำน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน

โรคระบาดไร้ทางออกไม่ต่างจากภาพจู๋บิดเกลียวในหนังสือแพร่พาดมายังใจคนอ่านการ์ตูนอย่างชะงัด เราไม่รู้ว่าโรคร้ายพวกนั้นมีวิธีรักษาหรือไม่ แต่อาการแปลกแยกจากสังคมที่ตัวละครพวกนั้นพบเจอ เราเองก็ยังเจออยู่ หรือไม่ก็ยังคุ้นเคยกับมันดี

หวังว่า Black Hole ของ Charles Burns คงมีแปลเป็นภาษาไทยสักวัน ไม่งั้นก็อาจต้องรอให้ลูกสมุนของสองเดวิด David Cronenberg หรือ David Lynch หยิบไปทำหนัง

อ่านแล้วทำให้นึกถึงการ์ตูนแรง ๆ แบบ Dragon Head ของญี่ปุ่น แต่ Black Hole ไม่เน้นเรื่องราวมากเท่า Dragon Head

Black Hole แต่งโดย Charles Burns มีจำหน่ายทั้งในฉบับปกอ่อนและปกแข็งที่ร้าน Kinokuniya พาราก้อน (โฆษณาให้ฟรี)

2.5.51

My Sassy Book (1) - A Window Across the River โดย Brian Morton

My Sassy Book (1) - หนังสือโดนใจเดือนมกราคม 2551
A Window Across the River
แต่งโดย Brian Morton

หนังสือเล่มเดียวกันที่มือหยิบจับในเวลาต่างขณะ อาจให้อารมณ์แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ขณะเมื่อแรกซื้ออาจเป็นแค่ปึกกระดาษเย็บเล่มสวยที่ไร้สัมพันธ์กับเราโดยสิ้นเชิง แต่หลังจากเราอ่านแล้ว มันกลับดูพองโตด้วยอดีตและประสบการณ์ดี ๆ ธาตุไม้เย็บเล่มอันเดิมไม่ได้แค่ผ่านการหยิบจับที่ดึงดัน แต่ผ่านการทะนุถนอมพรวนดิน เพื่อให้พรมหญ้าของสวนสวยนั้นชุ่มใจเราได้อีกนาน ๆ

ทั้งชื่อหนังสือ ชื่อนักเขียน ภาพปกอันแสนจะธรรมดาย่อมไม่มีแรงดึงดูดให้เปิดอ่านในตอนแรก ถ้าไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้มันอยู่ในกองลดราคาร้าน Kinokuniya หลังจากที่เวียนไปมาหลายวันหลายรอบ อ่านเรื่องย่อหลังปกซ้ำแล้วซ้ำอีกกว่าจะยอมควักสตางค์

ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง อดีตคู่รักที่แยกขาดจากกันก็เจ็บปวด แต่หากอยู่ร่วมกันกลับเป็นเรื่องยากเย็นกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงโทรศัพท์ที่เธอโทรหาเขาในค่ำคืนนั้น รอยงามและรอยร้าวคงไม่หวนคืนมา

นอร่า เป็นผู้หญิงที่สามารถจะเป็นคนที่อ่อนโยนเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอย่างหาตัวจับยาก แต่ในยามที่มุมศิลปินเข้าสิง ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่บนเส้นทางของเธอ ต้องพร้อมที่จะถูกเธอโดดตะครุบ

ไอแซ็ค ชายใจกว้างที่ นอร่า ถือเป็นสถานที่พักพิงใจหลังผ่านสงครามรักแต่ละครั้ง เขาเคยเป็นช่างภาพมากด้วยพรสวรรค์ ผู้มีอนาคตไกลยักคิ้วรออยู่ข้างหน้า แต่หลังจากวารวันผันผ่านทำให้เขาต้องหยุดทบทวนความสามารถที่แท้จริงของตนเอง

A Window Across the River เป็นเรื่องพื้น ๆ ของคู่รักที่ไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร Brian Morton เล่าเรื่องด้วยภาษาง่าย ๆ ไม่มีสไตล์แปลกใหม่ คอนเซ็ปต์ยิ่งใหญ่ จุดหักมุมสะท้านโลก หรือเน้นประโยคเท่ เก๋ไก๋ไว้จับไก่ แต่มีรายละเอียดในชีวิตจริงที่ใครอ่านก็ต้องคุ้นเคย ไม่มีการกล่าวโทษ ตำหนิหรือเข้าข้างใคร เห็นการปะทะระหว่างความรักตัวเองและความรักคนอื่นซึ่งซับซ้อนตรงใจดำ

บางทีก็น่าแปลก ต่อให้เป็นหนังสือเล่มโปรด ยังเล่าถึงหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ดั่งใจ เหมือนหัวตีบแล้งอารมณ์ซะงั้น

1.5.51

รสจริงหลังนิทานจบ The NeverEnding Aftertaste

รสจริงหลังนิทานจบ The NeverEnding Aftertaste
นอกจาก Pan’s Labyrinth ที่ทำให้โลกของเทพนิยายไปต่อได้อีก ก็ต้องรวม The Orphanage เอาไว้ด้วย เรื่องหลังนี้เชื่อมต่อกับ The Others, The Innocents และ The Haunting (ฉบับ Robert Wise) ได้เหมาะเหม็ง แล้วไม่รู้คนอื่นจะว่าไง แต่ถ้าฉาย The Orphanage ควบกับ Celine and Julie Go Boating คงเป็นคู่ที่พิลึกดี